ผลการสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้งระดับไพรมารีของสหรัฐ จัดทำเมื่อไม่นานมานี้ โดยนิวยอร์ก ไทม์ส ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซียนา คอลเลจ เผยให้เห็นว่า ทรัมป์มีคะแนนความนิยมเหนือนายรอน เดอซานทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา มากถึง 37%
ตลอดช่วงเวลาประมาณ 4 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ตกเป็นจำเลยและต้องขึ้นศาลทั้งระดับรัฐและระดับประเทศ ในคดีปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจ, ล่วงละเมิดทางเพศต่ออดีตคอลัมนิสต์หญิงคนหนึ่ง และถูกตั้งข้อหาความผิดทางอาญาอีก 40 กระทง จากการจัดการเอกสารลับด้านความมั่นคงของชาติ รวมถึงการถูกกล่าวหาว่าขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
แม้กระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ดีนักของเดอซานทิส อาจมีส่วนเพิ่มช่องว่าง คะแนนระหว่างเขากับอดีตผู้นำสหรัฐวัย 77 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทรัมป์มีคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมันอยู่ที่ 39.4% เท่ากับวันที่เขาถูกตั้งข้อหา เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
นักวิเคราะห์หลายคนที่พูดถึงตัวเลขในผลสำรวจความคิดเห็น ชี้ให้เห็นว่า ข้อความแบบประชานิยมของทรัมป์ เป็นที่ดึงดูดความสนใจในกลุ่มชาวอเมริกันในชนชั้นแรงงาน
“ข้อตกลงการค้าพหุภาคี, พรมแดนที่เปิดกว้าง, สงครามที่ไม่มีที่สิ้นสุด และโลกาภิวัตน์ ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากที่ทำงานหนัก ไม่มีงานทำ และมีโอกาสในอนาคตเพียงเล็กน้อย” นายไมเคิล เจ โอนีล ที่ปรึกษาจากกลุ่มผู้สนับสนุนกฎหมายอนุรักษนิยม “แลนด์มาร์ก ลีกัล ฟาวน์เดชั่น” กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรัมป์เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนกลุ่มนั้น อีกทั้งผู้สนับสนุนของเขามองว่า ทรัมป์เป็นคนหัวก้าวหน้าที่ไม่เกรงกลัวชนชั้นนำที่ยึดมั่น และเปิดโอกาสให้ชาอเมริกันมีชีวิตที่ดีขึ้น
ทรัมป์หมดวาระผู้นำสหรัฐเมื่อปี 2564 โดยวาระของทรัมป์เต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาว และเคยถูกสภาคองเกรสถอดถอน 2 ครั้ง นอกจากนี้ “ทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น” อาณาจักรธุรกิจของอดีตผู้นำสหรัฐ ก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงหลายกระทง และนายอัลเลน ไวส์เซลเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท ยอมรับความผิดในข้อหาลักทรัพย์, ฉ้อโกงภาษี และปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจจริง
อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนนับถือทรัมป์ ที่สามารถโน้มน้าวสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายล้านคนให้เชื่อว่า “การล่าแม่มดที่ไม่มีวันจบสิ้น” จากการปกครองแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ลึกลับ คือสิ่งที่ควรถูกกล่าวโทษ สำหรับเรื่องอื้อฉาวมากมาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



