เมืองเคียร์ซอน มีประชากรเกือบ 300,000 คน ก่อนเกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งกองทัพรัสเซียจู่โจมเมืองแห่งนี้อย่างรวดเร็ว เมื่อเดือน มี.ค. 2565 และเข้ายึดครองเป็นเวลา 8 เดือน ก่อนที่มันจะถูกปลดปล่อย เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ปีที่แล้ว ถือเป็นเมืองใหญ่แห่งแรก และแห่งเดียวที่ล่มสลาย นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565

เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดนีโปร ซึ่งเป็นแนวหน้าโดยพฤตินัย ระหว่างการทำสงครามของทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่รัฐบาลมอสโกถอยกลับไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ เมื่อปีที่แล้ว

นางนาเดีย กุคตา โฆษกหญิงของฝ่ายบริหารภูมิภาคเคียร์ซอน กล่าวว่า ในช่วงเวลา 1 ปี ชาวเมืองเคียร์ซอนเกือบ 200 คน เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียประมาณ 9,500 ครั้ง ทั้งในเมืองและชานเมือง ขณะที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) ระบุว่า สถานพยาบาลราว 80% ในภูมิภาคได้รับความเสียหาย หรือถูกทำลาย

ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐประมาณการว่า เมืองเคียร์ซอนเหลือประชาชนอยู่อาศัยเพียง 60,000 คน

บริเวณใจกลางเมืองมีร้านค้าเปิดไม่กี่ร้าน รวมถึงร้านขายของชำ และร้านขายยา ซึ่งกลายเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดชาวเมืองกลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ในเมืองเคียร์ซอน ส่วนผู้สูงอายุบางคน ยังคงตั้งแผงขายของในตลาดของเมือง

“ศาลากลางไม่แนะนำให้ทำแบบนี้ พวกเขาบอกว่ามันอันตรายเกินไป” บอริส ผู้จัดการสถานที่ วัย 70 ปี กล่าว “คนหนุ่มสาวออกไปที่แนวหน้า และพวกเราคนสูงวัยต้องทำงาน แม้จะมีการทิ้งระเบิดก็ตาม”

ปัจจุบัน บอริสอาศัยอยู่ในใจกลางเมืองเคียร์ซอน หลังออกจากบ้านของเขาที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำดนีโปร ซึ่งเขาทราบจากเพื่อนบ้านในภายหลังว่า ชาวรัสเซียขโมยทุกอย่างไปจากบ้านของเขา และในตอนนี้ บอริสคิดถึงบ้านมาก

ขณะที่ โอเลนา วัย 44 ปี หนึ่งในคนที่หลบหนีออกจากเมืองเคียร์ซอน เมื่อกองกำลังรัสเซียเข้าควบคุม กล่าวว่า เธอกลับมาที่เมืองเคียร์ซอนหลังจากทหารรัสเซียถอนกำลังออกไปแล้ว 5 วัน เพื่อ “ค้นหาบ้านของเธอ” ทว่าการกลับมาครั้งนี้ ทำให้เธอตกใจอย่างมาก

“ฉันพบว่า เมืองของฉันที่เคยเต็มไปด้วยสีสัน เปลี่ยนเป็นสีเทา ทุกคนแต่งกายไม่สดใส แม้แต่ลูก ๆ ของเพื่อนก็ไม่ยิ้มแย้ม พวกเขาไร้อารมณ์” โอเลนา กล่าวเพิ่มเติม

ตอนนี้ โอเลนาเป็นอาสาสมัครการกุศล เพื่อช่วยเหลือสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ไม่มั่นคง เนื่องจากเธอมองว่า ผู้คนที่นี่ต้องการมัน.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP