บ้านเลขที่ 2475 ในเขตเกลนโดเวอร์ ย่านลอสเฟลิซ เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในบ้านที่หลอกหลอนตลาดอสังหาริมทรัพย์มานานหลายปี เพราะมันถูกทิ้งร้าง ไร้ผู้อยู่อาศัยมากว่า 60 ปี 

บ้านหลังนี้อยู่ติดเนินเขาเล็ก ๆ ตัวบ้านเป็นสถาปัตยกรรมแบบอาณานิยมสเปนแนวฟื้นฟู (Spanish Revival) มี 5 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ อาณาเขตกว้างขวางกว่า 5,000 ตารางฟุต (ราว 465 ตารางเมตร)

ไม่ใช่ว่าบ้านหลังนี้ขายไม่ออก คนที่อยากซื้อและซื้อไปแล้วนั้น มีหลายราย แต่ไม่มีเลยสักรายที่จะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่อาศัยในบ้าน 

บางคนมองว่ามันคือบ้านอาถรรพ์ที่มีสิ่งไม่ดีตกค้างอยู่ในบรรยากาศ เนื่องจากประวัติดั้งเดิมที่ชวนอกสั่นขวัญแขวน

แต่เดิมบ้านหลังนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1925 เป็นบ้านของ แฮโรลด์ และ ฟลอเรนซ์ ชูมาเคอร์ ผู้ซึ่งเสียชีวิตในเวลาห่างกันไม่กี่สัปดาห์ในปีค.ศ. 1928 หลังจากอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้

ส่วนเจ้าของคนต่อ ๆ มา ก็ประสบเคราะห์กรรมในทางที่เลวร้าย ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องการเงินหรือมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง 

หลังจากสามีภรรยาชูมาเคอร์เสียชีวิตได้ 2 ปี เวลฟอร์ด บีทัน บรรณาธิการนิตยสารและ โดนัลด์ บีทัน ลูกชายของเขาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ แต่ไม่นานนัก โดนัลด์ ซึ่งมีอายุเพียง 21 ปีก็เสียชีวิตจากการติดเชื้อในร่างกาย ส่วนพ่อของเขาก็มีปัญหาทางการเงินและกลายเป็นบุคคลล้มละลายในปีถัดมา

แต่ประวัติช่วงที่ดำมืดที่สุดของบ้านหลังนี้เกิดขึ้นในปีค.ศ. 1959 มันคือสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมหมู่สุดสยอง เมื่อสามีผู้เป็นเจ้าของบ้านทำร้ายภรรยาจนเสียชีวิตระหว่างหลับ โดยใช้ค้อนหัวกลมเป็นอาวุธ

ครอบครัวเพเรลสัน
หนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทม์ส ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1959 ลงข่าวฆาตกรรมครอบครัวเพเรลสัน

นายแพทย์ แฮโรลด์ เพเรลสัน และ ลิเลียน เพเรลสัน ภรรยาของเขาพร้อมกับลูก ๆ อีก 3 คนคือ จูดี, โจเอล และ เด็บบี ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ในปีที่เกิดเหตุ

ครอบครัวนี้มีปัญหาด้านการเงินอยู่แล้วและต้องดิ้นรนอย่างหนัก แฮโรลด์ เพเรลสัน กลายเป็นนายแพทย์ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งทำให้เขาเครียดและระเบิดอารมณ์ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม

หลังจากที่ เพเรลสัน สังหารภรรยาอย่างโหดเหี้ยมแล้ว เขาก็พยายามจะทำร้าย จูดี ลูกสาววัย 18 ปีที่กำลังนอนหลับ 

เสียงกรีดร้องของ จูดี ทำให้ เด็บบี น้องสาวคนเล็กตื่นขึ้น ซึ่งในภายหลังเธอให้การแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจว่า พ่อของเธอสั่งให้เธอกลับไปนอนที่เตียงเสีย และบอกว่า “นี่เป็นแค่ฝันร้าย” 

โชคดีที่ โจเอล ลูกชายคนเดียวของ เพเรลสัน ตื่นขึ้นและพยายามดึงความสนใจจากพ่อของเขา ทำให้ จูดี มีโอกาสหลบหนีออกไปได้ 

ในที่สุด เพเรลสัน ก็ฆ่าตัวตายด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด

หลังจากตกเป็นข่าวใหญ่ ก็มีคนตั้งชื่อให้บ้านหลังนี้ว่า “บ้านฆาตกรรมโหดแห่งลอสเฟลิซ” 

หลายปีหลังจากเกิดเหตุสังหารโหดในครอบครัวเจ้าของเดิม บ้านหลังนี้ก็ยังคงเปลี่ยนมือหลายครั้ง แต่ไม่มีใครได้เข้ามาอยู่ในบ้านอีกเลย ทำให้มันกลายสภาพเป็นบ้านร้าง

ส่วนคนที่มาซื้อบ้านหลังนี้ ต่อให้ไม่ได้อยู่ในบ้าน ก็ยังประสบเคราะห์กรรมอย่างทั่วถึง ราวกับว่า แค่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้าน โชคร้ายก็จะมาเยือน มีแต่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ แม้กระทั่งผู้ซื้อที่มีทั้งเงินและอิทธิพลอย่างทนายความสาวคนดัง ลิซา บลูม ก็ยังโดนเล่าลือว่าต้องคำสาปแห่งความซวยของบ้านหลังนี้ เมื่อแผนการรีโนเวทบ้านของเธอต้องหยุดชะงักลง เพราะมีปัญหาเรื่องการขอใบอนุญาต

สภาพบ้านที่โดนทิ้งร้างมากว่า 60 ปี

ส่วน กลอเรีย ลูกสาวของ บลูม ก็ประสบปัญหาเรื่องเงินระหว่างที่เธอเป็นเจ้าของบ้านจนต้องสูญเสียเงินไปทั้งหมด ตามด้วยแผนการรีโนเวทบ้านที่ขยายขอบเขตไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปีหลังจากที่ บลูม ซื้อบ้านหลังนี้ 

นอกจากนี้ เธอยังมีปัญหาจากการรับเป็นตัวแทนทางกฎหมายให้ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ผู้ต้องสงสัยในคดีล่วงละเมิดทางเพศนักแสดงและดาราฮอลลีวูดหลายคน ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของเธอเสื่อมเสีย

บลูม ซื้อบ้านหลังนี้มาในปีค.ศ. 2016 ด้วยราคา 2.28 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 83.5 ล้านบาท) แต่ต่อมาในปีค.ศ. 2020 เธอก็ตัดสินใจขายต่อในราคา 2.35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 86.1 ล้านบาท) แก่ เอฟี สลอตนิตสกี ซีอีโอของบริษัท  Luxmanor Custom Home Builders

ทั้งที่มีการแปลงโฉมบ้านจนดูดีตามการออกแบบของ ริชาร์ด แลนดรี สถาปนิกชื่อดัง บ้านหลังนี้ก็ยังขายไม่ได้ และโดนนำออกจากตลาดบ้านและที่ดินในปีค.ศ. 2022 

ส่วนเจ้าของคนปัจจุบันซึ่งก็คือ สลอตนอตสกี ก็กำลังประสบปัญหาว่าอาจจะโดนยึดทรัพย์ เนื่องจากค้างชำระดอกเบี้ยสะสมจากการลงทุนจำนวน 3.19 เหรียญสหรัฐ (ราว 117 ล้านบาท)

เมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีการติดประกาศแจ้งว่าจะนำบ้านหลังนี้ออกประมูลทรัพย์และ “ขายตามสภาพ” โดยเงินที่ได้จากการขายทั้งหมดจะต้องนำส่งธนาคาร

หลังจากนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเจ้าของคนใหม่ของบ้านหลังนี้จะล้างอาถรรพ์ของมันได้หรือไม่ 

ที่มาและเครดิตภาพ : nypost.com