หลายความคิดเห็นต่างมีทั้งข้อกังวล ทั้งความเป็นห่วง ต่อสถานะทางเศรษฐกิจของไทย หาก “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน กลับมามีชัยและกลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ คนใหม่อีกครั้ง
ขณะเดียวกันหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตไปในทิศทางเดียวกันว่า ใช่ว่า…จะมีผลต่อความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ในมุมของการสร้าง “โอกาส” ก็มีไม่น้อยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด!! “สวนดุสิตโพล” ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทย กลับพบว่า “คามาลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต จะเป็นผู้คว้าชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ มากถึง 43.06% ขณะที่อีก 38.81% เชื่อว่า “ทรัมป์” จะเป็นผู้คว้าชัย
แต่!! ผลสำรวจครั้งนี้ มีคะแนนนำไม่เกิน 5% เท่านั้น โดยสวนดุสิตโพล ย้ำว่า เป็นผลสำรวจที่สอดคล้องกับโพลหลาย ๆ สำนักในสหรัฐ ซึ่งคงต้องรอดูกันไปอีก 7-8 วันข้างหน้าว่าใคร? จะเป็นผู้คว้าตำแหน่งไปครองกันแน่
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ ประเมินว่า ถ้า “แฮร์ริส” เป็นผู้ชนะ กลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าใดนัก

เพราะ…เชื่อได้ว่าจะดำเนินนโยบายต่อเนื่องจาก “ไบเดน” แต่!! ถ้า “ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เศรษฐกิจไทยในปีหน้า ก็จะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย
ปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยหาก “ทรัมป์” ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ อีกรอบ คงหนีไม่พ้น เรื่องของ “การส่งออก”
ด้วยเหตุปัจจัยที่ว่า… “ทรัมป์” ชูเรื่องของการ “ขึ้นภาษีนำเข้า” เป็น “พระเอก” โดยมีการกล่าวว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทุกชนิด ทุกประเทศ 10% และกับประเทศจีน จะขึ้นถึง 60%
ดังนั้น… ความ “ผันผวน” ในเรื่องของการค้าโลกจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะเชื่อได้ว่า “ทรัมป์” ต้องลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนแน่นอน ผลที่ตามมาก็จะเกิดแรงกัดดันทางด้านการค้าและการลงทุนในอาเซียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความรุนแรงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้การค้าระหว่างประเทศหยุดชะงัก ก็หนีไม่พ้นที่การส่งออกของไทยจะเกิดความเสี่ยงจนทำให้การเติบโตนั้นช้าลง
ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรของไทย อาจต้องเผชิญกับภาวะ “ลดลง” ตามราคาในตลาดโลกซึ่งก็จะทำให้รายได้ภาคเกษตรของไทยลดลงตามไปด้วย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องต่อกำลังซื้อในประเทศ

เช่นเดียวกับเรื่องของ “ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาล” ที่แพงขึ้นตามความเสี่ยงทางการคลัง ที่จะสะท้อนมาถึงไทย เพราะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
ใช่ว่า…เศรษฐกิจภายใต้การนำของทรัมป์ จะสร้างแรงท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น ในแง่ของ “โอกาส” เพราะเชื่อว่ามาตรการลดภาษีนิติบุคคล จะกระตุ้นให้เพิ่มการจ้างงานและปรับขึ้นค่าแรงส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้น
นั่น!! ก็หมายความว่า…เศรษฐกิจโลกจะรอดพ้นจากภาวะถดถอย จากที่ก่อนหน้านี้กระแสข่าวเรื่องของเศรษฐกิจโลกถดถอยมีอยู่อย่าหนาหูกันทีเดียว
นอกจากนี้ในเรื่องของราคาน้ำมันดิบ ก็จะลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันในสหรัฐ และการทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับประเทศในตะวันออกกลางและรัสเซีย ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างไทย และช่วยลดค่าครองชีพของคนในประเทศ
ขณะเดียวกันยังมีโอกาสในเรื่องของการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่มีต่อจีนจะกระตุ้นให้จีนย้ายฐานการลงทุนมาที่ไทย อย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากเรื่องของ “รถยนต์อีวี”
ปัญหา? ในเมื่อทิศทางมาเช่นนี้ นอกจากบรรดาภาคเอกชนที่จะต้องเตรียมตัวรับมือกับทั้งเรื่องท้าทายและโอกาส แล้ว!! ทั้งรัฐบาลและภาครัฐ ได้เตรียมตัวรับมือเรื่องนี้พร้อมหรือยัง?
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



