แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะไม่ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย แต่ “บิ๊กป้อม” ก็ยังสามารถลงชิงชัยในตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯได้
การที่ พล.อ.ประวิตร เชิญคณะกรรมการโอลิมปิคฯประชุมด่วน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าบิ๊กป้อม “เอาอยู่” และยังคงหาทางทำให้ตัวเองมีคุณสมบัติเพื่อลงชิงตำแหน่งได้
ผู้ที่จะลงชิงตำแหน่งประธานโอลิมปิคฯนั้น จะต้องได้รับการรับรอง และเสนอชื่อจากสมาคมกีฬาที่เป็นสมาชิก ซึ่งจะเป็นนายกสมากีฬานั้นหรือไม่ก็ได้
ถ้าหากมีสมาคมกีฬาใดเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร ก็สามารถลงรับเลือกเป็นประธานโอลิมปิคฯสมัยที่ 3 ติดต่อกันได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
จึงชัดยิ่งกว่าชัดว่า “พี่ป้อม” ยังพร้อมสู้ตาย แม้จะเป็นการสู้แบบทุกลักทุเลเต็มทีก็ตาม
ผลการเลือกนายกสมาคมกีฬาทางน้ำฯ ทำให้เห็นชัดเจนว่าคนในสมาคมนั้นต้องการความเปลี่ยนแปลง และการทำงานแบบเดิมมันไม่เวิร์ค
ตอนนี้ จึงถึงเวลาของคนในโอลิมปิคฯบ้างแล้วว่าจะเลือกอย่างไร จะกล้าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือยังเกรงใจในบารมี และความเป็นพี่น้อง
โดยลืมมองศักดิ์ศรี ความสง่างาม และปล่อยวางอนาคตของวงการกีฬาไทยไป
ว่าถึงวงการกีฬาบ้านเรามีความน่ารักสไตล์ไทยเช่นเดียวกับในอีกหลายวงการคือต้องให้เกียรติผู้หลักผู้ใหญ่ มีสัมมาคาราวะ รู้สูงต่ำ รู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง
ขณะที่เหลือเวลาอีกราว 4 เดือนกว่าๆ ก่อนถึงการเลือกประธานโอลิมปิคฯครั้งใหม่ เราจึงเห็นคนที่มีชื่อในข่าวแต่ละคนยังนิ่งกันอยู่ ยังไม่มีใครออกตัวแรง ออกมาประกาศตัวชัดเจนว่าจะลงชิงตำแหน่ง
เท่าที่ “ข่าวกีฬาเดลินิวส์” สอบถามไปยังแต่ละท่าน ทุกท่านก็ยังวางตัวเป็นกลาง ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ยังเก็บงำความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง นัยว่ายังไม่ตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกท่านด้วย เพราะบางท่านอาจยังไม่ได้ตัดสินใจจริงๆว่าจะเอายังไง บางท่านอาจกำลังประเมินความพร้อมของตัวเอง บางท่านอาจรอดูทิศทางลมก่อน
หรือบางท่านอาจพูดคุยกันไปบ้างแล้วโดยที่เราไม่รู้ก็ได้
จากการสอบถาม คนที่น่าจะชัดเจนที่สุดน่าจะเป็น พล.อ.เดชา เหมกระศรี ซึ่งแม้ “เสธ.หมึก” จะไม่ได้บอกว่า เอาหรือไม่เอา แต่ยอมรับว่าความพร้อมของคนอื่นๆดูดีกว่า
ทั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิมล ศรีวิกรม์, คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล และ พล.อ.ประวิตร
โดยเฉพาะเรื่องเงินๆทองๆนั้น พล.อ. เดชา บอกว่า ใครจะมานั่งตำแหน่งนี้ต้องมีความพร้อมพอสมควร และตัวเองคงพร้อมสู้อีกทั้ง 3 คนไม่ได้
แต่สิ่งที่ตัวเองมีเต็มตัวก็คือ ความพร้อมในการทำงาน จิตใจที่อยากจะทำเพื่อวงการกีฬา ประสบการณ์โชกโชน และความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้
การนั่งหัวโต๊ะ เป็นถึงประธานโอลิมปิคฯนั้น จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ ยังไม่คิดตอนนี้ จะได้หรือไม่ได้ ก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่อยากอยู่ทำงานเพื่อวงการกีฬา และพร้อมเปิดโอกาสในการร่วมงานกับทุกฝ่าย
ถือเป็นการเดินหมากออกตัวที่ฉลาดหลักแหลม ลดความกดดันไปในตัว ไม่สร้างศัตรู เป็นมิตรกับทุกคน พร้อมร่วมงานกับทุกฝ่าย แบบนี้มีแต่ได้กับได้
ฟังแล้วใครสนใจก็ลองคุยกันดูได้ครับ.



