ทั้งนี้ โชลซ์และลินด์เนอร์ขัดแย้งกันมานาน ในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ โดยลินด์เนอร์เสนอแผนการปฏิรูปหลายอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และไม่มีอัตราขยายตัวมาสองปีติดต่อกันแล้ว

นายคริสเตียน ลินด์เนอร์

อย่างไรก็ตาม โชลซ์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเอสพีดี และพรรคกรีน ที่เป็นอีกหนึ่งพรรคร่วม ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของลินด์เนอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเสรี ( เอฟดีพี ) ดังนั้น การปลดลินด์เนอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเอฟดีพีออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องสร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับพรรคเอฟดีพี ซึ่งแน่นอนว่า ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลทันที และหมายความว่าตอนนี้ รัฐบาลโชลซ์เหลือเพียงพรรคกรีนเป็นพรรคร่วม และไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาแห่งชาติอีกต่อไป

ด้านลินด์เนอร์กล่าวว่า โชลซ์กำลังนำเยอรมนีเผชิญกับ “ภาวะไม่มั่นคงทางการเมืองในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ส่วนนายโรเบิร์ต ฮาเบค แกนนำพรรคกรีน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า พรรคกรีนจะยังคงร่วมมือกับพรรคเอสพีดีในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย

นายโอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏว่า สองในสามของกลุ่มตัวอย่าง ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ “เกิดขึ้นเร็วที่สุด” และคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปไตยคริสเตียนแห่งเยอรมนี ( ซีดียู ) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับพรรคสหภาพสังคมคริสเตียน ( ซีเอสยู ) ที่ตอนนี้เป็นแกนนำฝ่ายค้าน กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับพรรคเอสพีดี ที่ความนิยมมีแต่ลดลง

อนึ่ง มีรายงานจากแหล่งข่าวในพรรคเอสพีดี ว่ามีการหารือกับตัวแทนแกนนำฝ่ายค้าน จากพรรคซีดียู/ซีเอสยู ทั้งนี้ทั้งนั้น กำหนดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะประกาศอย่างเป็นทางการ หลังผ่านพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งกำหนดการตอนนี้คือ วันที่ 16 ธ.ค. และทุกฝ่ายเชื่อว่า โชลซ์จะไม่ผ่านการรับรองจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากนั้น ประธานาธิบดีฟรังก์ วอลเทอร์-ชไตน์ไมเออร์ ต้องยุบสภาภายใน 21 วัน และการเลือกตั้งครั้งใหม่ต้องเกิดขึ้น ภายใน 60 วัน หลังการมีการยุบสภา ซึ่งตอนนี้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า น่าจะเป็นวันที่ 23 ก.พ. 2568 เร็วกว่ากำหนดการปัจจุบัน คือวันที่ 28 ก.ย. 2568

พันธมิตรพรรคเอสพีดี พรรคเอฟดีพี และพรรคกรีน จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน เมื่อปี 2564 และไห้รับการขนานนามจากสื่อของเยอรมนี ว่าเป็น“พันธมิตรไฟจราจร” ตามสีสัญลักษณ์ของทั้งสามพรรค คือสีแดงของพรรคเอสพีดี สีเหลืองของพรรคเอฟดีพี และสีเขียวสำหรับพรรคกรีน

หากทั้งสามพรรคที่ตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว สามารถร่วมกันพายเรือไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง จะถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ให้กับเรื่องราวทางการเมืองของเยอรมนีได้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมชุดแรกของเยอรมนี หลังสิ้นสุด “ยุคแมร์เคิล” ของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล จากพรรคซีดียู ซึ่งอยู่ในตำแหน่งยาวนานต่อเนื่อง 16 ปี ระหว่างปี 2548-2564

แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคการเมืองทั้งสามพรรคได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่รัฐบาล แต่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามพรรค ซึ่งมีนโยบายพื้นฐานบางเรื่องเป็นไปคนละทิศทางกัน ต้องมารวมตัวเป็นรัฐบาลผสม และท่ามกลางความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งภายในและภายนอกเยอรมนี หลายฝ่ายจึงจับตาด้วยความกังวลมาตลอด ว่า “สัญญาณไฟจราจรสามสี” จะดับกลางคันหรือไม่

จริงอยู่การที่รัฐบาลผสมของเยอรมนี มีอันต้องล่มก่อนกำหนดแบบนี้ เกิดขึ้นยากมาก แต่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ย้อนกลับไปเมื่อปี 2525 รัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีเฮลมุต ชมิดต์ จากพรรคเอสพีดี ซึ่งเป็นพรรคแกนนำ ต้องกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เมื่อพรรคเอฟดีพีถอนตัว จากความขัดแย้งเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าเป็น “เดจาวู” กับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเบอร์ลินชุดปัจจุบันของโชลซ์ กับพรรคเอฟดีพี

หลังจากนั้น สภาแห่งชาติหรือสภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนี ลงมติเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ปีเดียวกัน ไม่ไว้วางใจรัฐบาลของชมิดต์ และรับรองนายเฮลมุต โคห์ล จากพรรคซีดียู/ซีเอสยู ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และโคห์ลเสนอญัตติให้สภาอภิปรายรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ เมื่อปี 2526 ซึ่งโคห์ลนำพรรคซีดียู/ซีเอสยู คว้าชัยขนะ และโคห์ลถือเป็นหนึ่งในผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของเยอรมนีด้วย

หากวิเคราะห์โดยอ้างอิงตามผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2564 พรรคเอสพีดีของโชลซ์ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือน จึงสามารถจับมือตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคเอฟดีพีและพรรคกรีน ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่ของเยอรมนีจึงน่าจะยังต้องใช้เวลา “พอสมควร” เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากอย่างเด็ดขาด เว้นเสียแต่เพียงว่า จะมีพรรคขนาดใหญ่ใดพรรคหนึ่งยอมเสียหน้า หรือกลืนน้ำลายตัวเอง ด้วยการเชิญพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี ( เอเอฟดี ) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด ให้เข้ามาร่วมรัฐบาล

บรรยากาศการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ทว่าการที่เยอรมนี ประเทศซึ่งถือเป็นเสาหลักของทวีปยุโรป ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เผชิญกับวิกฤติการเมืองที่แม้เป็นเรื่องภายใน แค่เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ทั้งภูมิภาคกำลังต้องการผู้นำ และความเป็นเอกภาพอย่างมาก ทั้งจากสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อ สงครามในฉนวนกาซาที่ยังคงรุนแรง และขยายวงกว้างไปยังเลบานอน ซึ่งมีทหารจากยุโรปเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ในประเทศแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นครั้งที่สอง ในวันที่ 20 ม.ค. 2568 ซึ่งตลอดระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์เรียกร้องให้ทุกประเทศในยุโรปร่วมกัน “แบ่งเบาการแบกรับภาระค่าใช้จ่าย” ด้านความมั่นคง รวมถึงการที่สมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม ให้อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวรวมภายในประเทศ ( จีดีพี )

สถานการณ์การเมืองของเยอรมนีตอนนี้ มีแต่ความไม่แน่นอนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และน่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การที่โชลซ์แสดงความพร้อมร่วมมือกับพรรคซีดียู/ซีเอสยู ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง น่าจะช่วยให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปด้วยความราบรื่น และเยอรมนีจะยังคงเป็นผู้นำของยุโรป ในการเผชิญหน้ากับสหรัฐในอนาคตได้อยู่ จนกว่าจะมีรัฐบาลเยอรมนีชุดใหม่ ที่มั่นคงและมีเสถียรภาพมากกว่านี้.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES