หลังจาก SUPERMAN แบบฉบับ “เจมส์ กันน์” ทำรายได้ทั่วโลกไป 615.78 ล้านเหรียญ ฟันกำไรไปเพียง 100 ล้านเหรียญ แล้วในช่วง end credit สาวสวยสุดเซ็กซี่อย่าง “มิลลี่ อัลค็อก” ผู้รับบท SUPERGIRL ก็ยังเมาปลิ้นออกมาให้เห็น นั่นจึงทำให้เหล่าคอหนังตั้งข้อสงสัยไปว่า SUPERGIRL คงไม่ใช่หนังแนวเดียวกับ SUPERMAN อย่างแน่นอน กระทั่งตัวอย่างหนัง SUPERGIRL จาก “วอร์เนอร์บราเธอส์” เผยโฉมให้เห็นสีสันของตัวหนังแล้ว ชวนให้นึกถึงหนังแนว “แมดแม็กซ์” สไตล์ แอ็คชัน-ไซไฟ นั่นจึงทำให้เหล่าคอหนังทั่วโลกอยากจะยลภาพยนตร์เรื่องนี้ในทันที
สำหรับ SUPERGIRL ภาคนี้มีชื่อเต็มตามฉบับคอมิกคือ Supergirl: Woman of Tomorrow ฝีมือ “เครก กิลเลสพี” ผู้กำกับมากฝีมือจากผลงานสุดจัดจ้านอย่างอย่าง I, Tonya (2017) และ Cruella (2021) มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “คารา ซอร์-เอล” ลูกพี่ลูกน้องของ SUPERMAN รับบทโดย “มิลลี่ อัลค็อก” นักแสดงสาวดาวรุ่งจากซีรี่ส์ House of the Dragon ส่วนตัวราย คือ “เครม” วายร้ายแห่งเนินเขาสีเหลือง รับบทโดย “แมตธิอัส ชูนาร์ตส์” ส่วนตัวละครสำคัญอื่น ๆ “รูธีย์” รับบทโดย “อีฟ ริดลีย์” เด็กสาวเอเลี่ยนผู้ร่วมเดินทางไปกับซูเปอร์เกิร์ล “โลโบ” นักล่าค่าหัวอวกาศสุดเถื่อน รับบทโดย “เจสัน โมโมอา” และ SUPERMAN ญาติผู้พี่ของ “คารา” รับบทโดย “เดวิด คอเรนสเว็ต”

เรื่องย่อ “คารา ซอร์-เอล” SUPERGIRL ในวัย 23 ปี กำลังตกอยู่ในความสิ้นหวัง ซึมเศร้า เผชิญกับภาวะ PTSD จากการเฝ้ามองดวงดาวและครอบครัวของเธอที่ล่มสลาย เธอพยายามดื่มเหล้าดับทุกข์ไปวัน ๆ จนกระทั่งได้พบกับ “รูธีย์” เด็กสาวเอเลี่ยนที่ครอบครัวถูกฆาตกรรมโดยกลุ่มวายร้ายโดยฝีมือของ “เครม” แถมเจ้าวายร้ายยังยิงลูกดอดพิษใส่น้องหมา “คริปโต” (Superdog)อีกด้วย งานนี้ “คารา” จึงยอมร่วมมือออกเดินทางข้ามจักรวาล เพื่อสางแค้นเอาคืนให้ถึงที่สุด

จุดแข็ง เป็นการแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ “มิลลี่ อัลค็อก” เธอไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม แต่เล่นเป็น “เหยื่อของสงครามที่มีพลังดั่งพระเจ้า” แววตาของเธอถ่ายทอดทั้งความกราดเกรี้ยว ความแตกสลาย และความหยาบกระด้างแบบเด็กพังก์ได้อย่างมีมิติ ขณะที่งานภาพและโปรดักชัน สามารถจับต้องได้โดย “เครก กิลเลสพี” เลือกใช้เอฟเฟกต์จริง ใช้ฉากสถานการณ์จริงมากกว่ากรีนสกรีน ทำให้จักรวาลในเรื่องมีความดิบ เปอะเปื้อนเละเทะ ฉากในอวกาศไม่เนียนกริบ แต่ดูอันตรายและอ้างว้าง คล้ายกับบรรยากาศใน Mad Max หรือ Star Wars ยุคคลาสสิก

สำหรับเคมีระหว่างสองตัวละครหลัก เส้นเรื่องการเดินทางของ “คารา” และ “รูธีย์” คือความสัมพันธ์แบบ “ผู้ใหญ่ที่แหลกสลายกับเด็กน้อยที่แสวงหาการล้างแค้น” ที่ค่อยๆ ขัดเกลาจิตใจของกันและกันได้อย่างทรงพลัง ขณะที่เพลงประกอบและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ การเลือกใช้ดนตรีพังก์-ร็อกตัดสลับกับดนตรีออร์เคสตราแนวอวกาศ ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่ต่างจากหนังฮีโร่เรื่องอื่น ๆ อย่างชัดเจน หนังมีความตลกร้ายและกวนโอ๊ยตามสไตล์ผู้กำกับ แต่ก็ไม่ทำลายฉากดราม่า

จุดอ่อน
ตัวหนังได้เรต PG-13 อุดมไปด้วยความรุนแรงที่ค่อนข้างดิบ มีฉากดวลดาบ ฉากต่อสู้แบบเลือดตกยางออก รวมถึงการใช้ภาษาและการดื่มเหล้าเมาแอ๋อย่างหนัก ทำให้ไม่เหมาะกับเด็กเล็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรกำกับดูแลหากคุณน้องคุณหนูอยากจะยลหนังเรื่องนี้ อีกสิ่งที่ต้องติงมาก ๆ ก็คือ จังหวะการเล่าเรื่อง เพราะหนังดำเนินเรื่องแบบช้าและเฉื่อย คนที่คาดหวังว่าจะได้เห็น SUPERGIRL บินชนตึกสู้กับเอเลี่ยนตูมตามทั้งเรื่อง บอกได้เลยว่าให้ทำใจ เพราะหนังพยายามถ่ายทอดอารมณ์เฉื่อย ๆ ของ SUPERGIRL มากกว่าแอ๊คชั่น และสุดท้ายการเล่าปมตื้นลึกหนาบางของตัวละครสำคัญไม่ว่าจะเป็นตัวร้ายอย่าง “เครม” รวมไปถึงตัวละครใหม่อย่าง “โลโบ” ก็ไม่ได้บอกอะไรแต่อย่างใด เสน่ห์ของตัวละครสำคัญจึงดูเบาบางไปหน่อยเมื่อเทียบกับตัวเอก

3/5 สำหรับภาพยนตร์แนวไซไฟคุณภาพ เปิดมุมมองใหม่ ๆ ของคำว่า “ซูเปอร์ฮีโร่” มีความตลกร้าย ควบคู่ไปกับดราม่าที่เข้าถึงอารมณ์มนุษย์ แม้มันจะไม่ใช่หนังที่ดูง่าย แต่ก็ยังเคี้ยวเพลิน แถมอิมแพกต์หลังดูจบนั้นทำงานกับความรู้สึกได้ยาวนาน สไตล์ของผู้กำกับ “เครก กิลเลสพี” ผสานเข้ากับลายเส้นคอมิกของ “ทอม คิง” ได้อย่างลงตัวและน่าชื่นชม.

————————————————
คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก วอร์เนอร์ บราเธอร์ส



