โครงการ “Virtual Jungle Thailand” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมส่งเสริมความพยายามในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย และความตระหนักรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยี Extended Reality (XR) และ Augmented Reality (AR)

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค. ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้จัดเวิร์กชอป Virtual Jungle Thailand: Endangered Species Lab ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี โดยมีคณะครูและนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 จากร.ร.อุทัยวิทยาคม เข้าร่วม

นายไนล์ส โคล รองโฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้เยาวชนร่วมอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยถือเป็นครั้งแรกของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในการร่วมสนับสนุนโครงการพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์

นายโคลกล่าวว่า แอปพลิเคชัน “Virtual Jungle Thailand” นั้น ช่วยเชื่อมโยงโลกดิจิทัลและโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ อาทิ นกเงือก เสือโคร่งอินโดจีน สมเสร็จ และตัวนิ่ม

กิจกรรมที่จังหวัดอุทัยธานีถือเป็นเวิร์กชอปครั้งที่ 3 ของโครงการ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้การทำงานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี

นายโคลได้ย้ำถึงความพยายามระหว่างไทย-สหรัฐในการคุ้มครองสัตว์ป่า และได้กล่าวถึงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐ (เอฟดับเบิลยูเอส) หรือ U.S. Fish and Wildlife Service ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ในการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการค้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมถึงชิ้นส่วนของหมีและสิ่งของอื่น ๆ ในจังหวัดนครสวรรค์ โดยสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุนและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่

อ.กัลยา โกวิทวิสิทธิ์ หรือคุณเจน ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการออกแบบมาขับเคลื่อนโครงการ “Virtual Jungle Thailand” กล่าวว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กยุคใหม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยอนุรักษ์สัตว์ป่า ผ่านการใช้ความสามารถของเยาวชนในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงสร้างโอกาสและพื้นที่ให้เยาวชนได้ใช้ความสามารถด้านเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เวิร์กชอปในครั้งนี้รวมถึงการจัดทัศนศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์จริง และรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ แทนการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ขณะที่กิจกรรมในวันที่ 1 ธ.ค. ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนนำข้อมูลต่าง ๆ มาผลิตเป็นสื่อเพื่อให้ความรู้ต่อไป

อ.กัลยาระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการทดลองเฟสแรกของโครงการ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมทั้งในกรุงเทพฯ และสงขลา และในอนาคตจะเดินทางไปที่เชียงใหม่ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ จะจัดในรูปแบบของการให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชน

อ.กัลยาอธิบายว่า เป้าหมายหลักสำหรับโครงการ “Virtual Jungle Thailand” ได้แก่ “การกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน” เพื่อให้พวกเขาได้ทราบว่า สิ่งที่ได้รับรู้และเรียนรู้มาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง “การดำเนินการโดยไม่แสวงหาผลกำไร” เพื่อให้อุทยานนำองค์ความรุ้ดังกล่าวไปใช้ต่อและนำเสนอให้แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงและแก้ไขให้เข้ากับความต้องการของอุทยาน และ “การทำงานร่วมกันของคนหลายช่วงวัย” อาทิ เยาวชนยุคใหม่ที่เก่งเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีความรู้ด้านดิจิทัล

ทั้งนี้ อ.กัลยาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หากเยาวชนคนใดสนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมผ่านทางเฟซบุ๊ก Fab Cafe Bangkok (facebook.com/fabcafebangkok).

ขอขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และอ.กัลยา โกวิทวิสิทธิ์

เลนซ์ซูม