รายงานที่ระบุว่า ปลอกกระสุนของนายลุยจิ แมนจิโอนี ผู้ต้องหาก่อเหตุยิงทอมป์สัน มีคำว่า “depose, deny, delay” สลักไว้ หมายความว่า ขับไล่ ปฏิเสธ และถ่วงเวลา ตามลำดับ ทำให้เกิดเรื่องเล่าที่น่ากลัวบนสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับบริษัทประกันสุขภาพ ซึ่งใช้กลวิธีเหล่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าตรวจร่างกาย หรือค่ารักษามะเร็ง
การทะเลาะวิวาทกับผู้บริโภคที่ไม่สบาย เป็นเพียงหนึ่งในปัญหาที่หลายคนประสบกับระบบสุขภาพ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการเรียกเก็บเงินที่ไม่ชัดเจน, คนกลางที่ไม่โปร่งใส, คำศัพท์เฉพาะที่ทำให้เกิดความสับสน และยาที่มีราคาแพงเกินควร
แม้ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า บริษัทยาอาจได้รับความนิยมน้อยกว่าบริษัทประกันสุขภาพ แต่บริษัทประกันสุขภาพกลับมีบทบาทที่สำคัญมากกว่า ในระบบที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของอเมริกา ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
“ระบบการดูแลสุขภาพของสหรัฐ มีลักษณะเป็นตลาดเสรีมากกว่าปกติ โดยอยู่ระหว่างการเป็นหน่วยงานภาคเอกชน กับหน่วยงานภาครัฐ” นายเกร็ก ชอว์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์เวสเลียน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ชอว์ระบุเสริมว่า ระบบสุขภาพแบบ “ไฮบริด” ซึ่งผสมผสานการกำกับดูแลของภาคเอกชนและภาครัฐเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ลักษณะผิดปกติที่สุดในระบบของสหรัฐ เนื่องจากประเทศนี้่ถือเป็น “ผู้แปลกแยก” อย่างแท้จริง จากการเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงแห่งเดียว ที่ไม่รับประกันการดูแลสุขภาพเป็นสิทธิ
อนึ่ง ลักษณะของตลาดเสรี สร้างโอกาสมหาศาลให้กับบริษัทประกันสุขภาพหลายแห่ง เช่น ยูไนเต็ดเฮลท์ ซึ่งใช้เงินเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 507,300 ล้านบาท) ไปกับเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืนเมื่อปี 2566 โดยช่วงเย็นก่อนที่ทอมป์สันถูกยิงเสียชีวิต บริษัท ยูไนเต็ดเฮลท์ กรุ๊ป คาดการณ์ว่ารายได้ในปี 2568 จะอยู่ที่อย่างน้อย 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากระดับเมื่อ 3 ปีก่อน
ขณะที่ พญ.เอลิซาเบธ โรเซนทัล เขียนในหนังสือ “An American Sickness” ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2560 ว่า การต้องการประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ เป็นโอกาสทางธุรกิจ และสร้างตลาดเกิดใหม่ที่มีแรงจูงใจอื่น ๆ และเมื่อประกันสุขภาพได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย มันก็จะเกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ตามมา นั่นคือ โรงพยาบาลหลายแห่งปรับตัวตามสิ่งจูงใจทางการเงิน
แม้บุคคลมีชื่อเสียงที่เห็นชอบกับความก้าวหน้า สนับสนุนระบบดูแลสุขภาพที่ดำเนินการโดยรัฐบาลสหรัฐ ทว่าในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา กลับไม่มีความเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง เพื่อแยกบริษัทประกันออกจากระบบการดูแลสุขภาพของประเทศ
ทั้งนี้ ชอว์คิดว่า อุตสาหกรรมประกันสุขภาพของสหรัฐ อาจเผชิญกับแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญจากรัฐบาลวอชิงตัน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากความกังวลที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับผู้ที่มีหนี้ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก
กระนั้น เขาไม่เห็นว่า กระแสความสนใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นความท้าทายที่มีความหมาย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงที่สุดอาจถูกเมินเฉย โดยถูกมองว่ามาจากกลุ่มคนที่มีความคิดสุดโต่ง ซึ่งยอมรับความรุนแรงได้.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



