ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ผู้นำสหรัฐคนที่ 37 ถึงแก่อสัญกรรม นิกสันเป็นหนึ่งในผู้นำอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายยกย่องนิกสัน ในฐานะเป็นผู้บุกเบิกความสัมพันธ์กับจีน และการก่อตั้งสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มากกว่าการพูดถึงคดีวอเตอร์เกต ที่ทำให้นิกสันต้องเผชิญกับกระบวนการถอดถอนของสภาคองเกรส แต่เจ้าตัวชิงลาออกก่อน และประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ผู้นำสหรัฐคนถัดมา อภัยโทษให้แก่นิกสัน
อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ผู้นำสหรัฐคนที่ 39 ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2567 ทุกภาคส่วนร่วมกันรำลึกถึงคาร์เตอร์ ในฐานะเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ การเป็นผู้นำประเทศที่พาสหรัฐฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกัน จากวิกฤติการทูตกับอิหร่าน แม้หลายฝ่ายกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้แคนาดาด้วย

แล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐคนที่ 46 จะได้รับการจดจำจากชาวอเมริกันแบบเดียวกันหรือไม่ 4 ปีของรัฐบาลไบเดนมีผลงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มจำนวนสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) การผลักดันให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับความเห็นชอบร่วมจากทั้งสองพรรค การมอบความสนับสนุนทางทหารให้แก่ยูเครนและอิสราเอล และการยกระดับความร่วมมือ กับบรรดาพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชาวอเมริกันและชาวโลกจะจดจำไบเดนจากเรื่องราวต่อไปนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้ไบเดนกล่าวว่า “เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นประจำทุกปี” การที่กลุ่มตาลีบันกลับมายึดครองอัฟกานิสถานได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ เมื่อปี 2564 ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความทรงจำซึ่งชาวอเมริกันและชาวโลกน่าจะมีต่อไบเดนมากที่สุด คือการที่ไบเดนต้องถอนตัวกลางคัน จากการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ปีที่แล้ว หลังขึ้นเวทีดีเบตกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรครีพับลิกัน เมื่อเดือนมิ.ย. 2567 ซึ่งจนถึงตอนนี้ ไบเดนยังคงยืนยันว่า เขาจะเอาชนะทรัมป์ได้
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 ซึ่งไบเดนลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยแรกแข่งกับทรัมป์ เจ้าตัวกล่าวค่อนข้างชัดเจนในตอนนั้น ว่าหากชนะการเลือกตั้ง จะดำรงตำแหน่งเพียงสมัยเดียว เช่นเดียวกับทีมงานของไบเดน ที่ยืนยัน ณ ตอนนั้น ว่าการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยเดียว “เพียงพอแล้ว” เมื่อเทียบกับอายุของไบเดน
เมื่อชนะการเลือกตั้ง ไบเดนให้คำมั่นเกี่ยวกับ การเป็นผู้นำ “ของทุกฝ่าย” ที่เป็นการประนีประนอมระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกัน และการสร้างความสมานฉันท์ พร้อมทั้งยืนยันความพร้อมทั้งทางสภาพร่างกายและจิตใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ ท่ามกลางความวิตกกังวล และเสียงวิจารณ์ตลอด 4 ปี

ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นหลายแห่งของสหรัฐยังเสนอรายงาน จับตาความเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพของไบเดนอยู่นานระยะหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงหลังการดีเบตกับทรัมป์ ถึงขั้นที่สภาคองเกรสต้องตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ
ก่อนที่สภาคองเกรสมีมติเมื่อช่วงปลายเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา รับรองกฎหมายงบประมาณการใช้จ่ายระยะสั้นให้แก่รัฐบาลกลาง ครอบคลุมถึงวันที่ 14 มี.ค. นี้ ซึ่งแน่นอนว่า รวมถึงช่วงเริ่มต้นรัฐบาลทรัมป์สมัยสอง ไบเดนเคยเสนอแผนการใช้จ่ายที่มีมูลค่าสูงถึง 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 260.46 ล้านล้านบาท ) มากกว่าที่รัฐบาลวอชิงตันเคยใช้จ่ายช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเกือบสองเท่า
นอกจากนั้น ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ไบเดน “ให้คำมั่น” จะไม่อภัยโทษให้แก่นายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายซึ่งเผชิญกับคดีความอื้อฉาวมากมาย
อย่างไรก็ตาม ไบเดนมีคำสั่งเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา อภัยโทษให้แก่นายฮันเตอร์ ไบเดน กรณีไม่จ่ายภาษีอย่างน้อย 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 48.5 ล้านบาท ) ระหว่างปี 2559-2562 และการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซื้ออาวุธปืน เมื่อปี 2561 ทั้งที่อยู่ในสถานะ “บุคคลต้องห้าม” เนื่องจากมีประวัติใช้ยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยผู้พิพากษายังไม่ได้ตัดสินโทษ ซึ่งคดีหนีภาษีมีบทลงโทษจำคุกนานสูงสุด 17 ปี และคดีให้การเท็จเกี่ยวกับการครอบครองปืน มีบทลงโทษจำคุกนานสูงสุด 25 ปี

อนึ่ง ไบเดนไม่ใช่ผู้นำสหรัฐคนแรกที่อภัยโทษบุคคลในครอบครัว หรือเครือญาติ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน เคยอภัยโทษให้แก่ลูกพี่ลูกน้องจากคดีเกี่ยวกับโคเคน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อภัยโทษให้แก่บิดาของบุตรเขย จากคดีเกี่ยวกับภาษี
แม้ไบเดนยังคงยืนยัน ว่ามีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่มองว่าคดีความของบุตรชาย “เกิดขึ้นอย่างไม่ยุติธรรม และเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง” พร้อมทั้งขอให้ชาวอเมริกัน “เข้าใจ” การตัดสินใจทั้งในฐานะบิดา และประธานาธิบดี
แน่นอนว่า ความรักของพ่อที่มีต่อลูกเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและชื่นชม แต่การที่ผู้นำประเทศไม่รักษาสัจจะ เป็นเรื่องซึ่งประชาชนไม่ให้อภัยและยอมรับโดยง่าย กลับกลายเป็นว่า เรื่องในครอบครัวของไบเดน กลายเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นส่งท้ายก่อนการหมดวาระ ซึ่งแทนที่จะสวยหรู ไบเดนในวันนี้ มาไกลและห่างไกลจากเมื่อ 4 ปีก่อนมาก และประวัติศาสตร์ “ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับทุกคน”.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES



