แม้ความขัดแย้งที่กินเวลานาน 2 ปี ทำลายเศรษฐกิจของซูดาน แต่เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลคาร์ทูม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ประกาศการผลิตทองคำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2567
“ความต้องการทองคำสำรองจำนวนมหาศาลของประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการยืดเวลาสงคราม” นายอับเดลาซิม อัล-อามาวี นักเศรษฐศาสตร์ชาวซูดาน กล่าว
ขณะที่ นายมาร์ก อัมเมล นักวิจัยขององค์กรพัฒนา “สวิสเอด” ซึ่งติดตามการลักลอบขนทองคำแอฟริกาไปยังประเทศอ่าว กล่าวว่า สวิสเอดติดตามเส้นทางขนย้ายทองคำ เพื่อคลี่คลายสงครามในซูดาน และพบว่า จุดหมายปลายทางอยู่ที่ยูเออี
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่า ยูเออีปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวหาใด ๆ ที่ไม่มีมูลฐาน เกี่ยวกับการลักลอบขนสินค้า และการแสวงหากำไรจากทองคำซูดาน ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมเช่นนี้
“ยูเออีให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลภาคส่วนทองคำอย่างจริงจัง และจะยังคงรักษาตำแหน่งศูนย์กลางทองคำที่มีจริยธรรมชั้นนำต่อไป โดยดำเนินการป้องกันอย่างแข็งขัน ไม่ให้ทองคำเข้าสู่ตลาดอย่างผิดกฎหมาย” เจ้าหน้าที่กล่าวเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐของซูดาน แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และงานวิจัยของสวิสเอด ระบุว่า ทองคำซูดานเกือบทั้งหมด ไหลเข้าสู่ยูเออี ผ่านเส้นทางการค้าอย่างเป็นทางการ การลักลอบขนสินค้า และชาวยูเออีที่เป็นเจ้าของโดยตรงของเหมืองที่ทำกำไรสูงสุดในปัจจุบัน ของรัฐบาลอาบูดาบี
เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา บริษัท ซูดาน มิเนอรัล รีซอร์เซส คอมปานี จำกัด (เอสเอ็มอาร์ซี) ระบุว่า การผลิตทองคำอยู่ที่ 64 ตัน ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 41.8 ตัน ในปี 2565 ซึ่งตัวเลขของธนาคารกลางซูดาน เผยให้เห็นว่า การส่งออกทองคำที่ถูกกฎหมาย ทำให้เงิน 1,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 53,900 ล้านบาท) เข้าสู่เงินทุนที่หมดลงของรัฐ
กระนั้น นายโมฮัมเหม็ด ทาเฮอร์ ผู้อำนวยการของเอสเอ็มอาร์ซี กล่าวว่า ผลผลิตทองคำเกือบครึ่งหนึ่งของซูดาน ถูกลักลอบขนส่งข้ามพรมแดน ซึ่งแหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และผู้สันทัดกรณีหลายคน ระบุเสริมว่า ทองคำที่ผลิตในเหมืองบริเวณชายแดนของซูดาน ติดกับซูดานใต้และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง (ซีเออาร์) ถูกลักลอบนำเข้าสู่ชาด ซูดานใต้ และอียิปต์ ก่อนจะไปถึงยูเออี
อนึ่ง ซูดานยื่นคดีความต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ในเดือนนี้ โดยกล่าวหาว่า ยูเออีสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งกระทำโดยกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว (อาร์เอสเอฟ) ในภูมิภาคดาร์ฟูร์
แม้รัฐบาลอาบูดาบี ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการส่งอาวุธให้กับอาร์เอสเอฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียกคดีดังกล่าวว่าเป็น “การแสดงเพื่อสร้างความสนใจ” และระบุว่าจะพยายามทำให้ศาลยกฟ้อง แต่ถึงอย่างนั้น ยูเออีก็มีบทบาทสำคัญใน “สถานการณ์ตื่นทองช่วงสงคราม” โดยช่วยมอบเงินสนับสนุนความพยายามในการทำสงครามโดยอ้อม
“ยูเออีไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างจริงจัง พวกเขาไม่ดำเนินการควบคุมที่จำเป็นทั้งหมด และท้ายที่สุด พวกเขายังคงให้เงินทุนในการทำสงครามต่อไป” อัมเมล กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



