หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แวะพักที่นครรัฐวาติกันเป็นเวลาสั้น ๆ เพื่อร่วมพิธีปลงพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และพบกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ทรัมป์เดินทางเยือนคาบสมุทรอาหรับ สำหรับการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งใหญ่ครั้งแรก ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่สอง

นับตั้งแต่ปี 2443 ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางเยือนต่างประเทศ 834 ครั้ง ไปยังประเทศและดินแดนต่าง ๆ 116 แห่ง ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ โดยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง จุดหมายปลายทางแรกของประธานาธิบดีสหรัฐในอดีตคือ “ลาตินอเมริกา” เพราะนอกจากเป็นภูมิภาคใกล้เคียงแล้ว ลาตินอเมริกายังเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐในเวลานั้นด้วย

แม้สหรัฐสูญเสียพื้นที่อิทธิพลให้กับยุโรป ในช่วงทศวรรษที่ 1950 และ 1970 แต่ลาตินอเมริกายังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของประธานาธิบดีสหรัฐ จนถึงช่วงทศวรรษที่ 2000

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยุโรปกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้ “แผนมาร์แชลล์” และลงทุนมหาศาลในการฟื้นฟูยุโรป ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามที่ยาวนานประมาณ 6 ปี

ในช่วงเวลานั้น บรรดาประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางเยือนยุโรปตะวันตกเป็นหลัก เนื่องจากยุโรปตะวันออกที่เป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ ปฏิเสธแผนมาร์แชลล์ จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ประธานาธิบดีสหรัฐจึงเริ่มเดินทางเยือนยุโรปตะวันออกเป็นประจำ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐคนใดเดินทางเยือนตะวันออกกลาง ในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1970 ซึ่งอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่เดินทางไปยังภูมิภาคแห่งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย. 2517 โดยเยือนซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย อิสราเอล และจอร์แดน

ทว่าหลังจากสมัยอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ตะวันออกกลางก็กลายเป็นภูมิภาคที่ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางเยือนมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพวกเขาพยายาม และประสบความล้มเหลว ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ รวมถึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐ ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา และในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยแรก ซึ่งทั้งสองคนเดินทางไปยังภูมิภาคนี้ประมาณ 25% ของการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของพวกเขา

ภายใต้การบริหารของโอบามา รัฐบาลวอชิงตันเริ่มดำเนินโยบาย “ปรับสมดุล” ลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค

สำหรับแง่มุมดังกล่าว สหรัฐต้องพึ่งพาประเทศพันธมิตรดั้งเดิม เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่โอบามาและทรัมป์ เดินทางเยือนเป็นประจำ และไปบ่อยมากเป็นอันดับสอง.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP