“ชีวิตของเราคือผลจากการเลือกของเรา”
ในเดือนมกราคม ปี 2019 “ทอม ครูซ” ประกาศว่าภาพยนตร์ Mission: Impossible ภาคที่ 7 และ 8 จะถ่ายทำติดต่อกัน โดยมี “คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รีย์” ร่วมเขียนบทและกำกับทั้งสองเรื่อง แต่ด้วยเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นบนโลกในช่วงถ่ายทำ โดยเฉพาะการระบาดของโควิดที่ทำให้โลกหยุดนิ่ง รวมทั้งการประท้วงหยุดงานของสหภาพนักเขียน นักแสดงและศิลปินที่ทำงานด้านภาพยนตร์และวิทยุโทรทัศน์ ทำให้งบประมาณบานปลายไปถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,940-13,250 ล้านบาท) ส่งผลให้นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีต้นทุนสูงที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์โลก

ก่อนหน้านี้ที่เราได้เจอกับ อีธาน ฮันท์ และทีมของเขาครั้งสุดท้ายใน Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ปี 2023 พวกเขาต้องพลัดพรากจากกัน และต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดอย่าง “ดิ เอ็นทิตี้” ปัญญาประดิษฐ์สุดอำมหิตที่ต้องการทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์
ด้วยตอนจบแบบค้างคา ทำให้เราต้องมาลุยกันต่อกับ Mission: Impossible : The Final Reckoning ที่น่าจะเป็นภาคสุดท้ายของ “ทอม ครูซ” หรือ “อีธาน ฮันท์” กับแฟรนไชส์หนังระดับโลกที่เปรียบเสมือนลูกรักของเขา ที่เขาทุ่มเททุกอย่างให้กับมันแทบจะหมดทั้งชีวิต
ปฏิบัติการที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ครั้งนี้ อีธาน ฮันท์ กลับมาพร้อมลูกทีมของเขา ที่ประกอบไปด้วย ลูเธอร์ (รับบท วิง รามส์), เบนจี้ (รับบทโดย ไซมอน เพ็กก์), เกรซ หญิงสาวผู้กลับใจ (รับบทโดย เฮย์เลย์ แอทเวล) พร้อมด้วยผู้ร่วมภารกิจที่เป็นตัวละครในตำนานของแฟรนไชส์นี้อย่าง โรล์ฟ แซ็กสัน (รับบทโดย วิลเลียม ดอนโลว์ ผู้ที่แฟนๆ จดจำได้จากฉากห้องนิรภัยที่ตราตรึงใน Mission: Impossible ภาคแรก)

เมื่อถูกไล่ตามโดยเอเจนท์ บริกส์ และ ดีกัส (รับบทโดย เชีย วิกแฮม และ เกร็ก ทาร์ซาน เดวิส ตามลำดับ) รวมทั้งต้องเผชิญหน้ากับ กาเบรียล (รับบทโดย อีไซ โมราเลส) และต้องขอความช่วยเหลือจากปารีส ศัตรูเก่าของพวกเขา (รับบทโดย ปอม เคลเมนทิฟฟ์) อุปสรรคที่อีธานและทีมของเขาต้องเผชิญหน้าจึงสูงลิบลิ่ว เพราะพวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อแย่งชิงอาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่อาจจะปราบ “ดิ เอ็นทิตี้” ได้ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ครอบน้ำแข็งขั้วโลก ใต้ทะเลเบริง ในซากของเรือดำน้ำรัสเซียที่จมดิ่งอยู่ ที่มีชื่อว่า “เดอะ เซวาสโทโพล” ก่อนนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายที่ อีธาน ฮันท์ และลูกทีม ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อกอบกู้โลกเอาไว้อีกครั้ง
ด้วยความยาว 2 ชั่วโมง 49 นาที ที่แฟน ๆ แฟรนไชส์จะได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลากว่า 3 ทศวรรษของ Mission: Impossible นับตั้งแต่ภาคแรกในปี 1996 จนมาถึงปัจจุบันในปี 2025 ตั้งแต่การร่วมงานกันครั้งแรกของ ครูซ กับ แม็คควอร์รีย์ ใน Ghost Protocol กับการปีนตึกเบิร์จ คาลิฟา เมื่อปี 2011 ไปจนถึงการได้เห็นครูซเกาะอยู่ด้านนอกเครื่องบินที่กำลังเหินฟ้าใน Rogue Nation และการกระโดดออกจากเครื่องบินที่กำลังบินอยู่ในระดับความสูง 25,000 ฟุตใน Fallout รวมถึงการขี่มอเตอร์ไซค์ดิ่งลงหน้าผาใน Dead Reckoning นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Mission: Impossible ไม่เคยทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง กับเจตจำนงที่ต้องการสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมตลอดเวลาในทุกภาคที่ผ่านไป

ใน Mission: Impossible : The Final Reckoning จะเป็นเรื่องราวที่เหนือกว่าทุกภาคที่มีการสร้างมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือกำเนิดมาจากมันเช่นกัน เป็นบทสรุปของทุกอย่างในแฟรนไชส์นี้ นับตั้งแต่ ครูซ กับ แม็คควอร์รีย์ ร่วมมือกัน เป็นเหมือนจดหมายรักที่มอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่งต่อให้กับแฟน ๆ ผ่านหน้าจอ
จากลองครอส ฟิล์ม สตูดิโอส์ ในสหราชอาณาจักร ดำเนินไปสู่ สฟาลบาร์ด ดินแดนของนอร์เวย์ ที่อยู่ลึกเข้าไปในอาร์กติก เซอร์เคิล, เหมืองมิดเดิลตันของอังกฤษ ซึ่งมีอุโมงค์หินปูนยาว 30 ไมล์ในระดับสามชั้น, ท้องฟ้าสีครามเหนือดราเคนส์เบิร์กและที่ราบสูงบรัสเซลส์ในแอฟริกาใต้, ช่วงเวลา 3 วันบนดาดฟ้าเรือยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับบลิว. บุช นอกชายฝั่งอิตาลี แม้กระทั่ง ลองเยียร์เบียน บนหมู่เกาะสฟาลบาร์ด ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลที่ยังไม่เคยมีใครถ่ายทำที่นั่นมาก่อน และเข้าถึงได้ โดยเรือตัดน้ำแข็งเท่านั้น ทำให้ The Final Reckoning เป็นหนังที่มีฉากแอ็กชันมากมาย แต่แตกต่างกัน มีทั้งซีเควนซ์กลางอากาศ ในน้ำ ในเปลวเพลิง ในน้ำแข็ง มีฉากแอ็กชันที่สมจริงในทุกสภาพแวดล้อม

The Final Reckoning ได้เล่าเรื่องราวที่กลืนกินแฟรนไชส์ทั้งหมด ย้อนกลับไปถึงภาคแรกเลย เป็นผลงานที่รวบรวมทุกอย่างของ Mission: Impossible เอาไว้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้เห็น อีธาน ฮันท์ เพื่อทำความเข้าใจตัวเขาในแบบที่แตกต่างออกไปในปัจจุบัน
หนังจัดหนักจัดเต็มด้วยทีมนักแสดงจำนวนมหาศาล ถึงขนาดที่ต้องขยายเพลงธีม Mission: Impossible ออกไป เพื่อรองรับการขึ้นเอ็นด์เครดิตนักแสดงและทีมงานให้ครบทุกคน
ในวัย 62 แต่ ทอม ครูซ ก็ยังคงวิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง เพื่อทำให้ปฏิบัติการที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ถ้าไม่วิ่งก็ไม่ใช่ MI สิ
หลายคนอาจบ่นช่วงครึ่งแรกของหนังที่อืด เนือย และตึงเครียดไปหน่อย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ ครูซ และ แม็คควอร์รีย์ พาแฟน ๆ ดำดิ่งไปสู่ห้วงภวังค์แห่งการทำความเข้าใจในตัวของ อีธาน ฮันท์ พร้อมการกลืนกินแฟรนไชส์ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงปัจจุบัน แต่มันอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ MI บางคน

แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่พาร์ทแอ็กชันจัดเต็มที่มารัว ๆ ไม่หยุด ก็ทำเอาคนดูแทบลืมหายใจ แม้จะมีคนที่บ่นถึงช่วงที่ลงไปอยู่ในเรือดำน้ำ ที่มันขาดความน่าสนใจไปหน่อย รวมทั้งฉากใต้น้ำที่ อีธาน ต้องดำดิ่งไปสู่ซากเรือดำน้ำ “เดอะ เซวาสโทโพล” ที่อืดและนานไปนิด ทว่า บางคนก็แฮปปี้สุด ๆ กับฉากเหล่านี้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่จะพูดตรงกันว่า จำรายละเอียดและตัวละครจากภาคเก่า ๆ แทบไม่ได้แล้ว ทำให้ฉากเซอร์วิส ฉากขมวดปม ฉากกลืนกินแฟรนไชส์จากภาคก่อน ๆ จึงขาดพลังในการชมไป เพราะฉะนั้น แนะนำว่าใครที่มีเวลา ให้ไปดู 7 ภาคแรกให้ครบก่อน แล้วค่อยตีตั๋วเข้าไปชมภาค 8 รับประกันว่าจะฟินจนตัวแตกแน่นอน แต่ถ้าใครไม่มีเวลา อย่างน้อยก็ควรดูภาค 7 ก่อนจะไปดูภาค 8
และสำหรับคำถามที่ว่าจะมีภาคต่อไปอีกไหมสำหรับ MI ทาง ครูซ และ แม็คควอร์รีย์ ได้ตั้งเป้าเอาไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนเขียนบทแล้วว่า MI8 จะต้องจบแบบสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ ไม่มีใครรู้ว่า ครูซ จะเปลี่ยนใจกลับมาสานต่อภาค 9 หรือไม่ หรือจะเป็นคนอื่นที่มารับไม้ต่อจากเขา แต่ MI ยังไปต่อได้อย่างแน่นอน ทว่า ความกดดันมหาศาลก็คือ “มันจะต้องเหมือนอยู่ในขาขึ้นตลอด ต้องยิ่งใหญ่ขึ้น และน่าประทับใจขึ้นทุกครั้ง” นั่นคือสิ่งที่ ครูซ, แม็คควอร์รีย์, ทีมนักแสดง และทีมงานทุกคน ใช้เป็นคติประจำใจในการทำงานกับแฟรนไชส์ MI เสมอมา และพวกเขาก็ทำมันได้ทุกครั้งจริง ๆ

5/5
สำหรับบางคน Mission: Impossible : The Final Reckoning อาจได้ 4 หรือ 4.5/5 เพราะถูกหักคะแนนในช่วงแรกที่อืด เนือย รวมทั้งฉากในเรือดำน้ำ และฉากดำดิ่งไปสู่เรือดำน้ำรัสเซีย แต่อีกจำนวนมากที่ไม่ติดอะไรเลย เหมือนเช่น “หมีเช” เอาไปเลย 5 คะแนนเต็ม ทว่า ควรเตรียมตัวให้ดีก่อนเข้าไปชมอย่างที่ได้แจ้งไปแล้ว ควรดูทั้ง 7 ภาคก่อน หรืออย่างน้อยต้องดูภาค 7 ซ้ำก่อนเข้าไปดู จะได้จำรายละเอียดต่าง ๆ ได้ เพื่อทำให้การดูภาค 8 ทรงพลังได้อย่างเต็มที่ และเข้าห้องน้ำก่อนเข้าชม หนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ถ้าต้องเดินออกไปฉี่กลางเรื่อง มันจะเสียอรรถรสเปล่า ๆ รวมทั้งซื้อน้ำ ซื้อ Popcorn เข้าไปกินด้วย จะทำให้หนังสนุกยิ่งขึ้น
หมีเช



