ในปี 1984 โลกของหนังแอ๊คชั่นได้รู้จักหนังแนวการต่อสู้แบบ “คาราเต้” อย่าง The Karate Kid ที่มี “อาจารย์มิยากิ” ( แพต โมริตะ) ฝึกสอนให้ “แดลเนียลซัง” (ราล์ฟ มัคชิโอ) ในแบบที่ฉบับที่ไม่เหมือนการฝึกทั่ว ๆ ไป เพราะทุกอย่างของการฝึกล้วนเกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวัน ซึ่งพระเอกของเราแทบไม่มีสกิลต่อสู้อะไรเลย แต่กลับเก่งขึ้นมาได้แบบงง ๆ ก่อนจะลุยแข่งขันและคว้าแชมป์ศิลปการต่อสู้มาได้อย่างเหลือเชื่อ
สำหรับหนัง The Karate Kid ในตอนนั้นที่ใช้ทุนสร้างไปเพียง 8 ล้านเหรียญ แต่กลับทำรายได้ไปมากกว่า 91.1 ล้านเหรียญ พร้อมสร้างภาคต่อได้อีกมากมายอธิเช่น The Karate Kid Part II (1986) ภาคต่อที่ของ “แดลเนียล” และ “อ.มิยากิ” ที่เดินทางไปยังโอกินาวา, The Karate Kid Part III (1989): ภาคที่ “แดลเนียล” ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูเก่าจากภาคแรก, The Next Karate Kid (1994) ภาคแยกที่นำแสดงโดย “ฮิลารี สแวงก์” ในบท “จูลี่ เพียร์ซ” ลูกศิษย์สาวของ “อ.มิยากิ”, The Karate Kid (2010) เรื่องราวการต่อสู้ของ “เดร ปาร์คเกอร์” (เจเด้น สมิธ) ลูกศิษย์ของ “อ.ฮาน” หรือ “ลุงฮาน” (แจ็คกี้ ชาน) ปรมาจารย์กังฟู, Cobra Kai (2018-2025): ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่เป็นภาคต่อของภาพยนตร์ต้นฉบับ

เรื่องย่อ Karate Kid: Legends
“ลี ฟง” (เบน หวัง) เด็กหนุ่มอัจฉริยะด้านกังฟู ได้ย้ายไปอยู่ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมิรกา กับ ดร.ฟง (หมิง-นา เวน) แม่ของเขา ระหว่างนั้นเขาได้พบกับมิตรภาพใหม่จากเจ้าของร้ายพิซซ่าอย่าง ไมอา (ซาดี้ สแตนลีย์จาก) และ วิคเตอร์(โจชัว แจ็คสัน) พ่อของไมอา แล้วก็ยังเจอศัตรูหัวใจอย่าง “คอเนอร์ เดย์ (เอรามิส ไนต์) วัยรุ่นผมยาวจ้าของแชมป์ 5 เขต ที่พยายามเข้ามาหาเรื่องเขาในโรงเรียน แถมยังตามตื้อ “ไมอา” แฟนเก่าไม่เลิก “ลี ฟง” ต้องการเอาชนะ “คอเนอร์” แต่ฝีมือเขายังไม่ถึงขึ้น “ลุงฮาน” จึงได้ผนึกกำลังกับ “อ.แดลเนียล” เพื่อถ่ายทอดสุดยอมวิชาให้แก่เขาก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น

จุดแข็ง ด้วยวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของ “โจนาธาน เอ็นท์วิสเซิล” ผู้กำกับชื่อดัง ที่ต้องการโชว์งานแอ๊คชั่นของศิลปการต่อสู้ในแบบกังฟู-คาราเต้ ทั้งหนักแน่นพริ้วไหว ไร้งานอนิเมชั่น CGI นั่นทำให้ นักแสดงวัยรุ่นทั้ง “เบน หวัง” และ “เอรามิส ไนต์” ต้องสวมวิญญาณนักสู้แบบเอาเป็นเอาตาย พวกเขาต้องเข้าคอส์ฝึกซ้อมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาพของการต้อสู้มีความหนักแน่นสมจริง (ต่อย-เตะทีมีปลิว) แบบไม่ต้องสงสัย

ขณะที่มือเขียนบทยังคงเป็น “โรเบิร์ต มาร์ก คาเมน” ผู้สร้างแฟรนไชส์ Karate Kid ยังคงเน้นบทของวัยรุ่นที่ชอบศิลปะการต่อสู้ สอดแทรกไปด้วยความรักวัยทีน แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในภาคนี้ที่ใส่ไว้แบบไม่โฉ่งฉ่าง นั่นคือ การรำลึกถึงนักแสดงรุ่นเก่าที่่จากโลกนี้ไปแล้วอย่าง “แพต โมริตะ” ในบท “อาจารย์มิยากิ” ซึ่งหากผู้ชมเคยชม Karate Kid ภาค 1 มาก่อนแล้วละก็ จะเข้าใจทันทีว่าภาคแรก กับภาคที่ 6 นั้น เชื่อมโยงกันเพราะมรดกและคำสั่งสอนของ “อาจารย์มิยากิ” โดยแท้

จุดอ่อน ผู้ชมที่เคยชมภาคเก่า ๆ มาก่อน ก็น่าจะเดาฉากจบได้มากยากเย็นนัก การดำเนินเรื่อง เส้นเรื่อง ไปจนถึงบทบาทนักแสดง อารมณ์เหมือนเป็นเหล้าเก่า ๆ ในขวดใหม่ ไม่ได้รู้สึกหวือหวา หรือ แตกต่างจากเดิมแต่อย่างใด ทั้งที่ใช้ตัวละครใหม่ ๆ ใส่ความเป็นไอ้หนุ่มซินตึ๊ง พร้อมบวกกับผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

4/5 กะโหลก เป็นหนังที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ใส ๆ ไร้พิษภัย ดำเนินเรื่องรวดเร็ว คอหนังแอ๊คชั่นที่ชอบงานโชว์สตั้นภาพสวย ๆ ไม่ควรพลาด

คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Sony Pictures Entertainment



