เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รายงานว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
กรมสอบสวนคดีพิเศษได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนการปราบปรามการลักลอบดำเนินกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องแล้วหลายราย ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลทั่วไป ซึ่งมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิด นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินปฏิบัติการตรวจค้นและตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ “SILENT VOLT” นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 7 จุด
ประกอบด้วย โรงงานหรือโกดังต้องสงสัย 2 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร และบ้านพักพร้อมสำนักงานของกลุ่มนายทุนที่เกี่ยวข้องอีก 5 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร และ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม
ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับแจ้งเบาะแสจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) จ.นครปฐม ว่าพบความผิดปกติในการใช้ไฟฟ้าของโกดังหลายแห่ง
จากการตรวจสอบพบว่า เป็นเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล โดยมีพฤติการณ์กระทำความผิดต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี
ต่อมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สืบสวนขยายผลจนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะองค์กรอาชญากรรม และพบว่ามีการใช้โกดังลักษณะเป็นโรงงานจำนวน 2 แห่ง ใน จ.สมุทรสาคร เป็นสถานที่ติดตั้งเครื่องขุดเงินสกุลดิจิทัล

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลเข้าตรวจค้น พร้อมขยายผลไปยังบ้านพักและสำนักงานของผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
จากการตรวจสอบร่วมกันระหว่างดีเอสไอและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พบการลักลอบใช้ไฟฟ้าโดยการต่อตรงเข้าระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริเวณบูชชิ่งด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ดังนี้
โกดังจุดที่ 1 พื้นที่ ต.คอกกระบือ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ตรวจพบการละเมิดใช้ไฟฟ้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าจำนวน 1 เครื่อง ขนาดประมาณ 2,500 kVA มีปริมาณโหลดไฟฟ้า 3.05 เมกะวัตต์
เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลได้ประมาณ 900 เครื่อง โดยเริ่มลักลอบใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
โกดังจุดที่ 2 พื้นที่ ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ตรวจพบการละเมิดใช้ไฟฟ้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง ขนาด 2,000 kVA และ 1,500 kVA มีปริมาณโหลดไฟฟ้า 3.04 เมกะวัตต์
เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลได้ประมาณ 1,000 เครื่อง โดยเริ่มลักลอบใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2569
รวมตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุด ได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าของโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท
นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัยและสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องรวม 5 แห่ง ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และ จ.นครปฐม ซึ่งครอบคลุมบ้านพักของผู้ประกอบการหรือนายทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์

โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจยึดเอกสารและพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน การขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ดำเนินการไปแล้ว
ดีเอสไอ ระบุว่า การลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลในลักษณะดังกล่าว หากเป็นการทำเหมืองบิตคอยน์อย่างถูกต้อง จะต้องชำระค่าไฟฟ้าตามจริง โดยเครื่องขุดประมาณ 2,000 เครื่อง จะมีค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 22 ล้านบาท
แต่กรณีดังกล่าวกลับชำระค่าไฟฟ้าเพียงเดือนละ 10,000-25,000 บาท ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล และกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยในส่วนของการดำเนินคดี คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำความผิดหลายฐาน ได้แก่ ความผิดฐานลักทรัพย์ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา
รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าการดำเนินกิจการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดในลักษณะปกติธุระ อันอาจเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ โดยจะประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคาร กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกฎหมายสาธารณสุข โดยเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดและครบถ้วนในทุกมิติ



