ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากบราซิล ในอัตราสูงถึง 50% ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. นี้ โดยเขากล่าวหาว่า บราซิลเอาเปรียบบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ และดำเนินการ “ล่าแม่มด” ต่ออดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ซึ่งเป็นพันธมิตรของทรัมป์มาอย่างยาวนาน แต่ต้องเผชิญกับการดำเนินคดีจากข้อกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนพลิกผลการเลือกตั้งของบราซิล เมื่อปี 2565
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการโต้เถียงทางการเมืองรอบใหม่ ระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิลคนปัจจุบัน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นอีก โดยลูลาตอบโต้คำขู่ภาษีของทรัมป์ ในโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ว่าบราซิลเป็นประเทศอธิปไตยที่มีสถาบันอิสระ และจะไม่ยอมรับการสั่งสอนในรูปแบบใด ๆ
อนึ่ง ทรัมป์เปิดเผยมาตรการภาษีที่ครอบคลุมในวงกว้าง นับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาว เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า มาตรการเหล่านี้จะกระตุ้นการผลิตของสหรัฐ และปกป้องตำแหน่งงาน แม้เขาจะใช้มันเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองก็ตาม
อีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนบราซิลจะดำเนินการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยรัฐบาลของลูลายืนยันจะตอบโต้ ซึ่งน่าจะหมายถึงการกำหนดภาษีต่างตอบแทนกับสินค้าของสหรัฐ ในอัตราที่เท่ากัน แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างไร หรือบราซิลมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดยิ่งขึ้นหรือไม่
ขณะเดียวกัน ชาวบราซิลจำนวนมากตั้งคำถามว่า ทำไมทรัมป์จึงพุ่งเป้าโจมตีประเทศของพวกเขา และเรื่องราวบทใหม่เช่นนี้จะดำเนินไปอย่างไร
ทั้งนี้ บราซิลเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐ มากกว่าส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับนโยบายการค้าของทรัมป์ในทางทฤษฎี แต่ความไม่สมดุลดังกล่าวทำให้บรรดานักวิเคราะห์และนักการเมืองชาวบราซิลมองว่า คำข่มขู่เรื่องภาษีของทรัมป์ เป็นการแสดงการสนับสนุนโบลโซนารูอย่างเปิดเผย
แม้นักการเมืองบราซิลคาดการณ์ไว้แล้วว่า โบลโซนารูจะได้รับความช่วยเหลือบางอย่างจากทรัมป์ แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าการสนับสนุนจะทรงพลังขนาดนี้ หลังจดหมายของทรัมป์ที่ส่งถึงบราซิล วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลบราซิลชุดปัจจุบัน และการไต่สวนโบลโซนารูอย่างรุนแรง
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้สนับสนุนโบลโซนารูยังสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง โดยกล่าวโทษลูลาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้สหรัฐใช้มาตรการภาษีที่สูงลิ่วกับบราซิล
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักการเมืองบางคนกล่าวว่า ท่าทีของทรัมป์อาจส่งผลเสียต่อโบลโซนารูในอนาคต เพราะสำหรับบราซิล สหรัฐเป็นคู่ค้ารายสำคัญ “อันดับสอง” รองจากจีน และบางภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากภาษีรอบใหม่ของสหรัฐ คือภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับฐานเสียงทางการเมืองของโบลโซนารู โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคส่วนธุรกิจการเกษตร
นั่นหมายความว่า ภัยคุกคามจากภาษีของทรัมป์ อาจช่วยชีวิตของลูลา ซึ่งประสบปัญหาคะแนนความนิยมลดลง และความลำบากในการรับมือกับรัฐสภาบราซิล โดยผลการสำรวจที่เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ชาวบราซิลในสัดส่วน 55% ไม่ชอบทรัมป์ และคลื่นภาษีระลอกใหม่ ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงทัศนคตินั้นได้.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



