มรสุมการเมืองถาโถม พรรคเพื่อไทย อย่างต่อเนื่อง ทั้งปมคลิปเสียง “อังเคิลและหลาน” ที่ทำให้ ..แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยใช้จังหวะพรรคเพื่อไทยเพลี่ยงพล้ำ ชิงหล่อขอถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้านส่วนหนึ่งก็มาจากที่ “นายใหญ่ทักษิณ”ขอคืนเก้าอี้มหาดไทยซึ่งเป็นกระทรวงที่สำคัญถือเป็นหัวใจสนามเลือกตั้ง

คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับแม่บ้านพรรคเพื่อไทย “สรวงศ์ เทียนทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงแนวทางในการฝ่าวิกฤติครั้งนี้จะไปกันอย่างไร

โดย “สรวงศ์” เปิดประเด็นกล่าวว่า ยอมรับว่าการปรับกลยุทธ์หรือปรับทัพใหม่ทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ เนื่องจากเสียงในสภาฯ ปัจจุบันเกินอยู่เพียง 10 กว่าเสียง “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ แม้ไม่ได้ต้องการให้ “พรรคภูมิใจไทย” ถอนตัว แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องปรับตามสภาพ โดยต้องควบคุมให้ได้ และขอความร่วมมือจากรัฐมนตรีที่เป็นสส.16 คน ให้เข้าไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นใน 3-6 เดือนข้างหน้า ผมมั่นใจว่าทุกพรรคพร้อมอยู่แล้ว โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะเลขาธิการพรรคได้ดูแลเรื่องสมาชิกพรรคตามจำนวนเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ดำเนินการมาพักหนึ่งแล้ว ส่วนตัวผู้สมัครก็มีการวางตัวไว้ค่อนข้างมาก หากถามตรงๆ ก็คือพร้อม และเชื่อว่าทุกพรรคพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ผลที่ออกมาไม่ว่าจะได้มากขึ้นหรือน้อยลง ขึ้นอยู่กับประชาชน ซึ่งมีวิจารณญาณเพียงพอในการเลือกผู้ที่ทำงานและเป็นที่พึ่งพาได้

@ ประเด็น “ขายชาติ”ถูกหยิบฉวยนำมาโจมตีจะกระทบความเชื่อมั่นและวิกฤติศรัทธาต่อพรรคเพื่อไทย?

ในฐานะ สส.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดน ผมยอมรับว่าประเด็นนี้กระทบแน่นอน แต่ต้องทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร และขอสื่อมวลชนนำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้ประกอบการชายแดนได้รับผลกระทบและสะท้อนมายัง สส. จึงต้องสะท้อนต่อไปยังหน่วยงานความมั่นคง 

ผมยืนยันว่า “แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” ไม่ได้ให้สัญญาใดๆ กับผู้นำ “กัมพูชา” ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการรับเรื่องมาเพื่อสอบถามกองทัพ ซึ่งชัดเจนว่าทุกอย่างต้องมีการพูดคุยกัน สื่อมวลชนมีผลอย่างมาก ทั้งสื่อหลักและสื่อออนไลน์ “พรรคเพื่อไทย” พยายามทำความเข้าใจ และเชื่อว่าสิ่งที่ตั้งใจทำอยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจจะส่งผลดีในที่สุด แต่ทั้งหมดต้องมีการพูดคุยกัน

@ นโยบายหาเสียงครั้งหน้านโยบาย“แจกเงินหมื่นกาสิโนแก้รัฐธรรมนูญ” จะถูกนำมาโจมตี ไม่สามารถทำได้จริงและมีผลกระทบมากมาย จะกระทบความน่าเชื่อถือหรือไม่?

ต้องย้อนกลับไปว่า “พรรคเพื่อไทย” เป็นผู้เสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” 2 ครั้งในสภาฯ แต่ “พรรคก้าวไกล” ยืนยันว่าสามารถรวบรวมเสียง สว. ได้ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง การจัดตั้งรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคอันดับหนึ่ง “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้ตั้งรัฐบาลแข่งตั้งแต่แรก และถูกหลอกว่าสามารถรวมเสียงได้

สำหรับนโยบายต่างๆ ที่ถูกบิดเบือน เช่น เรื่อง“กาสิโน” ซึ่งไม่ใช่แค่กาสิโน แต่เป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่มี “กาสิโน” เป็นส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นกฎหมายรองรับและเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้ต้องการเปิดบ่อน แต่ต้องการดึงดูดนักลงทุน ทุกอย่างต้องคุยกัน

ส่วนเรื่อง “เงินหมื่น” ไม่ได้หยุด แต่ต้องเตรียมเรื่องเงินที่จะมาใช้ภาษี “ทรัมป์” ผมมองว่าทุกอย่างอาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างเมื่อถึงหน้างาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลผสมในครั้งนี้แตกต่างจากรัฐบาล “ไทยรักไทย” และ “เพื่อไทย” ในอดีต จึงต้องคำนึงถึงพรรคร่วมและความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกัน

ความฝันของ ผมคือต้องการให้รัฐบาลทำงานได้เต็มที่ 4 ปี หากไม่ชอบก็ไปเลือกตั้งใหม่ เพราะประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลเต็มวาระจริงๆ จากการเลือกตั้ง มีเพียงสมัย “ทักษิณ ชินวัตร” และไม่เคยมีอีกเลยจนกระทั่งสมัย “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการมีเวลาทำงานเป็นสิ่งสำคัญ นโยบายที่ไม่สำเร็จอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น เพราะในอดีต “ไทยรักไทย” และ “เพื่อไทย” สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้ทันที เนื่องจากเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

@ การแก้เกมเสียงปริ่มน้ำด้วยการซื้องูเห่าทั้งที่ก่อนหน้านี้รังเกียจจากกรณีไล่หนูตีงูเห่า เข้าสุภาษิต ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ผมยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของ “พรรคเพื่อไทย” และเรื่องที่ สส. บางคนอยากกลับมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย ก็เป็นปัญหาของพรรคเขาเอง สส. ทุกคนมีเอกสิทธิ์ในการโหวต แม้เห็นไม่ตรงกัน แต่ทุกคนพร้อมทำตามมติพรรค ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพูดคุยของพรรคกับ สส. ของตนเอง บางคนอาจรู้สึกว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” ซึ่งเป็นความรู้สึกส่วนตัวของเขาเอง “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้มีนโยบายในการ “ซื้องูเห่า”

@ นิติสงครามที่รุมล้อมพรรคเพื่อไทยคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ มีเพียง“เสนาะ เทียนทอง” ออกมาคัดค้านเรื่ององค์กรอิสระ เนื่องจากมองว่า การให้อำนาจแบบนี้ไม่ถูกต้อง บางทีกลายเป็นว่าประเทศถูกขับเคลื่อนโดยคนเพียง 9 คน เมื่อไม่ชอบก็ร้องเรียน นักร้องเรียนมีมากมาย ทำให้ประเทศอาจถึงทางตันได้ แต่ในทางการเมืองไม่มีทางตัน เพราะอย่างมากที่สุด 4 ปีก็คือการเลือกตั้ง นอกจากนี้ผมมองว่าองค์กรอิสระเองก็เป็นคน มีรัก ชอบ เกลียด หลง ไม่มีทางเป็นอิสระจริงๆ ได้แน่นอน

@ ความเป็นไปได้ของ “นายกฯ คนที่ 3”?

มองว่าจะเป็นประวัติการณ์หากเปลี่ยน “นายกรัฐมนตรี” จนหมดพรรคในสมัยเดียว “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้ต้องการให้ถึงจุดนั้น ทีมกฎหมายกำลังพยายามดูข้อเท็จจริงและยืนยันต่อศาล แต่หากถึงจุดนั้นจริงๆ “พรรคเพื่อไทย” ก็ยังมีแคนดิเดต “นายกฯ” อีก 1 คน คือ “ชัยเกษม นิติสิริ” ซึ่งหากถึงตรงนั้นก็ต้องดำเนินการ และการโหวตก็ต้องมีการพูดคุยกัน

@ ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะสามารถบริหารประเทศได้ครบวาระ?

พรรคเพื่อไทย”จะพยายามอย่างเต็มที่ โดยต้องรอดูผลการตัดสินของ “นายกฯอิ๊งค์” ซึ่งมีผลแน่นอน และเชื่อว่า “นายกฯอิ๊งค์” มีความตั้งใจในการทำงานสูง และให้ความสำคัญกับพรรคอย่างมาก และ “พรรคเพื่อไทย” พยายามอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนไปให้ได้ การปรับ ครม. ที่ผ่านมาจะทำให้ประชาชนเห็นว่า การที่ “พรรคภูมิใจไทย” ควบคุมกระทรวงมหาดไทย มา 2 ปี มีหลายเรื่องที่ไม่ขยับ สส. ในพื้นที่รู้ดีว่ามีหลายอย่างที่ไม่คืบหน้าเพราะ“มหาดไทย” 

ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่ หาก “พรรคเพื่อไทย” มีโอกาสพิสูจน์ได้ว่าทำไมถึงต้องปรับ ครม. เรื่องนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคตแน่นอน แม้ “อนุทิน” จะกล่าวว่าหวังให้ข้าราชการช่วย แต่ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้หวังเช่นนั้น สิ่งที่ต้องการคือผลงานต้องออกมา ไม่ใช่ถูกรั้งไว้ “พรรคเพื่อไทย” จะต้องทำผลงานให้เห็นชัดเจนว่า เหตุผลที่ขอปรับคืออะไร และหากมีเวลาทำให้เป็นรูปธรรมได้ ประชาชนจะเข้าใจถึงเหตุผล