เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วม (JOINT COMMUNIQUÉ OF THE 59th ASEAN FOREIGN MINISTERS’ MEETING) เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 เนื้อหามีความยาว 42 หน้า ครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างประชาคมอาเซียน ความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ความสัมพันธ์กับประเทศภายนอก รวมถึงประเด็นสถานการณ์ภูมิภาคและระหว่างประเทศ

สำหรับสาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ระบุถึงความมุ่งมั่นของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่จะผลักดันให้วิสัยทัศน์ “อาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา” (ASEAN 2045: Our Shared Future) เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพ ผ่านการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ของประชาคมอาเซียน ทั้ง 3 เสาหลัก และแผนด้านการเชื่อมโยงอาเซียน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมที่มีความยืดหยุ่น มีนวัตกรรม มีพลวัต และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อีกทั้ง ที่ประชุมยังยืนยันการสนับสนุนการบูรณาการประเทศติมอร์-เลสเต เข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 11 พร้อมเดินหน้าปรับปรุงกรอบด้านสถาบัน กฎหมาย และการดำเนินงานของอาเซียนให้สอดคล้องกับการขยายสมาชิกภาพ

ในด้านความมั่นคง รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนย้ำความสำคัญของการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี การไม่ใช้หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) รวมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านน่านฟ้าเหนือทะเลจีนใต้ พร้อมยินดีต่อความคืบหน้าในการเจรจาจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code Of Conduct – COC)

ขณะเดียวกัน อาเซียนยังย้ำความสำคัญของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในฐานะหลักปฏิบัติพื้นฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและรากฐานของสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนแสดงความมุ่งมั่นต่อการลดอาวุธนิวเคลียร์และการรักษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมทั้งยังเน้นย้ำหลักการสำคัญของอาเซียน ได้แก่ 1.การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน 2.การไม่แทรกแซงกิจการภายใน 3.การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี 4.การไม่ใช้หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง 5.การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และ 6.การส่งเสริมระบบพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์

สำหรับสถานการณ์ในประเทศเมียนมานั้น รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งและสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ยังดำเนินอยู่ พร้อมเรียกร้องให้เกิดความคืบหน้าในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ประการของอาเซียน โดยย้ำความจำเป็นในการยุติความรุนแรง ปกป้องพลเรือน และเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ในด้านเศรษฐกิจ ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาค ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน การค้าและการลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้าความร่วมมือเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ อีกทั้ง เรายังเน้นย้ำการพัฒนาความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การต่อต้านขบวนการอาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่งานสีเขียวที่เป็นธรรมและครอบคลุม อีกทั้ง ยังมีการติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ACPHEED) ด้วย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังยืนยันความสำคัญของระบบพหุภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและองค์กรระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

อ่านแถลงการณ์ร่วมฯ ฉบับเต็มได้ที่นี่