เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นประจำปี 68 ครั้งที่ 3 ว่า การประชุมครั้งนี้ได้มีการนำข้อมูลต่างๆ มารายงานและได้สรุปเป็นโครงร่าง โดยมีการสรุปแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 1.เรื่องการพิจารณากำหนดอัตราตำแหน่งว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จำนวนเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายมีเหตุผลอะไรจำนวนถึงโป่งกว่าเดิม 2.สิ่งที่เราเจอคือกระบวนการก่อนการสอบมีจุดบกพร่องอะไรบ้าง ซึ่งพบเห็นจุดบกพร่องอยู่หลายประการ และทีโออาร์ รวมถึงจะแยกว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง กระบวนการทำสัญญาจัดจ้าง กระบวนการจัดสอบมีกระบวนการอย่างไร พบข้อบกพร่องค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ไม่ได้สอดคล้องกับที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ดำเนินการจัดสอบตามปกติ 

3.กระบวนการจัดเก็บเอกสาร กระบวนการจัดสอบ เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หรือไม่ เพราะการจัดสอบของมหาวิทยาลัยควรจะเป็นไปตามมาตรฐานที่จัดสอบอยู่ เช่น การสอบเอนทรานซ์และการสอบของมหาวิทยาลัย 4.การประกาศผลสอบและบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งพบว่า เดิมขอบรรจุ 8,000 ตำแหน่ง แต่ตอนบรรจุบวมมาเป็น 10,000 ตำแหน่งได้อย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีมติอะไรรองรับหรือไม่ 

นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอแนะหลังจากเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ได้แก้ไขอย่างไรบ้างเมื่อเกิดปัญหาเพื่อให้สถานการณ์ยุติโดยเร็ว และใครมีส่วนเกี่ยวข้องอะไร อย่างไร ส่วนเรื่องเส้นทางการเงิน ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รับไปดำเนินการต่อ ซึ่งหลังจากนี้คณะทำงานจะระดมทำงานในช่วงวันหยุดเพื่อจะปิดเล่ม และทำรายงานเสนอนายกฯ ในวันที่ 4 ส.ค. เพื่อสั่งการต่อไป 

ทั้งนี้ ได้ให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกมีใครบ้าง คณะกรรมการอนุมัติชุดแรกมีใครบ้าง และจะเห็นว่า ใครบ้างที่ต้องไปตรวจสอบกันต่อ โดยรับผิดชอบแต่คณะกรรมการชุดนี้จะไม่ชี้ว่า ใครผิด เพราะจะปล่อยให้พิสูจน์เจตนาและความผิด ถ้าใครเกี่ยวข้องทางวินัยให้หน่วยงานต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบต่อ ถ้าเป็นเรื่องทางอาญาเป็นเรื่องของตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ส่วนใครทำผิดปกครองให้ไปตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คนที่เกี่ยวข้องแต่ละขั้นตอนจะระบุไว้

นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องมีประมาณหลักเกินร้อยคน มีทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งขอไม่ระบุว่าเป็นระดับไหน แต่จะระบุหมดว่าใครเกี่ยวข้อง และเกี่ยวข้องในช่วงเวลาไหน แต่ขอย้ำว่า ทุกคนยังไม่ได้ผิด แต่เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ และชั้นนี้ไม่ได้ระบุถึงคนจ่ายกับคนรับสินบน จะเป็นการหาว่า กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับใคร ตรงไหนเป็นจุดเด่น ซึ่งชัดเจนในตัวของตัวเอง ยอมรับว่า คณะกรรมการชุดของตนถือเป็นสารตั้งต้น และจะมีข้อเสนอแนะให้นายกฯ ส่งรายงานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดสอบครั้งนี้ต่อไป โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ควรปิดช่องโหว่ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว ซึ่งมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว คงไม่มีอะไรผิดไปจากนั้นเท่าไหร่ อยู่ที่การแยกแยะว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในจำนวนกว่าร้อยคน เกี่ยวข้องด้านไหนบ้าง นายปกรณ์ กล่าวว่า มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสอบ และไม่ได้มีหน้าที่กับการจัดสอบแต่ไปเกี่ยวข้องกับการสอบ อย่างไรก็ตามหลังจากยื่นให้นายกฯ แล้ว คณะกรรมการฯ ชุดของตนจะหมดหน้าที่ โดยจะเหลือการประชุมอีก 1 ครั้งในวันที่ 4 ส.ค. เพื่อตรวจทานก่อนส่งให้นายกฯ 

“เรื่องที่จะเสนอนายกฯ สำคัญทุกเรื่อง เพราะไม่มีใครทนได้ นั่งประชุมไปก็ถอนหายใจไปกันเฮือกๆ มันทำกันอย่างนี้ได้อย่างไร รมว.ยุติธรรม ยังแซวผมว่า ท่านประธานจะหมดลมแล้ว เพราะถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน และผมยอมรับว่าในชีวิตนี้ไม่เคยเจอ” นายปกรณ์ กล่าว