เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 69 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัย พ.ศ. 2569 นายอรรษิษฐ์ กล่าวให้ผู้ร่วมประชุม ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อม ดำเนินการตามมาตรฐานการป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากเกิดเหตุการณ์ต้องดำเนินการจัดการให้เร็วที่สุด ทำให้ทุกคนปลอดภัย ไม่มีคนเสียชีวิต เตรียมศูนย์พักพิง

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ.ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้มีหนังสือสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อ 18 ก.พ. 69 ให้ดำเนินการภายใต้ 7 มาตรการสำคัญ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมแผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องและเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกลในระดับพื้นที่ ตรวจสอบซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำกลาง ดูแลน้ำชุมชนให้ใช้การได้

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการคาดการณ์แนวโน้มสภาวะอากาศ ซึ่งในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่น่าจับตามอง 2 เรื่องหลัก คือ 1. อุณหภูมิโลกเป็นประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกไว้ และ 2. คาดการณ์จะมีซูเปอร์เอลนีโญในทุกพื้นที่ ซึ่ง 2 สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่จะประมาทไม่ได้ เพราะเราไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้เราคาดการณ์ลำบากมาก และไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไม่ท่วม

สำหรับระยะสั้น คาดว่าอีก 10 วันข้างหน้า ห้วง 24 ก.ค.–2 ส.ค. ต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก และห้วง 27 ก.ค.–31 ส.ค. 69 จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และสำหรับการคาดการณ์สภาพภัยแล้ง และน้ำท่วม จนถึงสิ้นปี 69 พบว่า ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค. 69 จะเกิดภาวะแล้งในภาคต่าง ๆ ยกเว้นภาคใต้ (ทั้งที่ อ.หาดใหญ่ และจังหวัดต่าง ๆ) ที่ต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนตกหนักในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 69 อันอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเฉกเช่นปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ 3 สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังที่จะเกิดในประเทศไทย คือ 1. ความร้อนสุดขั้ว 2. ความมั่นคงด้านน้ำ และ 3. เรื่องอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น