นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับมอบรางวัลเกียรติยศ Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus Award ประจำปี 2569 จากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดัน “Thailand Zero Dropout” จากแคมเปญในภาคเอกชน สู่ภารกิจแห่งชาติ จากความสำเร็จในการเปลี่ยน “ราชบุรี Sandbox” พื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำหลากหลาย สู่โมเดลต้นแบบระดับชาติในโครงการ “Thailand Zero Dropout: เด็กทุกคนต้องได้เรียน” และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับ “รางวัลองค์กรขับเคลื่อน Zero Dropout” ในฐานะภาคเอกชนผู้นำร่องสร้างความเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของวงการการศึกษาไทย เมื่อ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบ “รางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ” Prime Minister’s TZD+ Award (Thailand Zero Dropout Plus) ประจำปี 2569 ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้กลายเป็นภารกิจแห่งชาติในการคืนโอกาสและอนาคตให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของโมเดลการทำงานที่มุ่งเน้น “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” โดยความสำเร็จในวันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิด “คนตัวใหญ่ต้องช่วยคนตัวเล็ก” และเจตนารมณ์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างแน่วแน่ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแสนสิริ และเมื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องและเป็นกลไกสำคัญในการพลิกโฉมโครงสร้างการศึกษาไทยในปัจจุบัน 

สิ่งที่ทำให้โครงการ “Zero Dropout” โดดเด่นและแตกต่างจากโครงการเพื่อสังคมขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ในประเทศ คือการที่แสนสิริเลือกสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ โดยตัดสินใจเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยากที่สุด ด้วยการปักหมุดเลือกจังหวัดราชบุรี พื้นที่ที่มีสถิติเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากอันดับต้นๆ ของประเทศ และมีความเหลื่อมล้ำหลากหลาย ยกระดับให้เป็น “Sandbox” เพื่อขยับขับเคลื่อนการศึกษาประกาศระดมทุน 100 ล้านบาท ผ่านหุ้นกู้เพื่อสังคมครั้งแรกในเอเชีย เพื่อสร้าง “ราชบุรีโมเดล” (พ.ศ. 2565–2570) ดึงเด็กนอกระบบให้กลายเป็นศูนย์ และมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส กำหนดให้งบประมาณ ไม่น้อยกว่า 80% ส่งตรงถึงทุนเด็กและกิจกรรมช่วยเหลือโดยตรง และใช้สำหรับการบริหารจัดการ/วิจัยไม่เกิน 20% เท่านั้น

นายเศรษฐา กล่าวว่า เงิน 100 ล้านบาท ที่ได้จากการระดมทุนของแสนสิริในวันนั้น อาจไม่สามารถช่วยเหลือเด็กได้ทั้งประเทศ แต่ถือเป็นการจุดประกายให้เกิดการลงมือทำเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้ทุกภาคส่วนหันมาช่วยกัน และเมื่อส่งไม้ต่อมาในหมวกของผู้นำประเทศ จึงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม ในวันนี้ ผมอยากให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบริษัทเอกชน ถ้าเรามีสัก 20 องค์กร ค่อยๆ ช่วยทีละจังหวัด ผมเชื่อว่าในอีก 5-10 ปี ภาพของการศึกษาของเด็กไทยจะเปลี่ยนไปแน่นอน โดยทุกองค์กรร่วมตั้งเป้าหมายสูงสุดคือ ต้องไม่มีเด็กและเยาวชนคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษาในประเทศนี้ (Zero Dropout) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการใช้ฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลเชิงรุก ดึงพวกเขากลับเข้าสู่ห้องเรียน พร้อมส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้เรียน มุ่งเน้นสมรรถนะ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบ เพราะเด็กและเยาวชนคือผู้กำหนดอนาคตของชาติ และทุกคนต้องได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค“