หลังจากที่ข้อมูลของร่าง “พ.ร.บ. เกม” ที่กำลังผลักดันโดย กระทรวงดีอี และ “depa” เริ่มมีการเผยแพร่ออกไป ผู้ประกอบการเกมไทยหลายราย โดยเฉพาะในกลุ่ม Thai Game Developers Corner (TGDC) ได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม รวมถึงแสดงความกังวลต่าง ๆ ว่าถ้าร่างนี้ผ่านเข้าไปสู่ขั้นตอนการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรีและประกาศเป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้วสถานการณ์ในอุตสาหกรรมเกมไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
ในบทความนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาไปสำรวจว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทย มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. เกม ฉบับนี้
สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าในการเสวนา พ.ร.บ. เกม มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราขอแนะนำให้อ่านได้จากโพสต์ย้อนหลังของเราที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=122137852628780975&set=a.122106459290780975

ความคืบหน้าของ พ.ร.บ. เกม
ในปัจจุบัน พ.ร.บ. เกม มีการร่างข้อกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงมีการตรวจและพิจารณาโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการนำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในงาน THACCA SPLASH – Soft Power Forum 2025 ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีการจัดการเสวนาเกี่ยวกับ พ.ร.บ. เกม ไว้ เพื่อ ‘รับฟังข้อคิดเห็น’ จากผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในกระบวนการสำคัญในการทำร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา
ต่อมา ทาง “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเกม” ก็ได้มีการยื่นข้อเสนอ “พ.ร.บ. ส่งเสริมซอฟต์แวร์ซอฟต์พาวเวอร์เกม” ที่มีข้อเสนอในการจัดตั้ง “สภาอุตสาหกรรมเกมไทย” ร่วมกับ “คณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมแห่งชาติ” ขึ้นมาช่วยกำกับดูแลและให้ทางกระทรวงร่วมพิจารณาอีกครั้ง แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจนว่าจะมีการนำข้อคิดเห็นต่าง ๆ ภายในการเสวนา รวมถึงข้อเสนอจากทางคณะฯ ว่าไปพิจารณาและมีข้อสรุปอย่างไรบ้าง
ข้อกังวลจากเหล่าผู้พัฒนาเกม

หลังจากที่ทางเรา (และสื่อรายอื่น ๆ) ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสวนา พ.ร.บ. เกม ในงาน THACCA SPLASH ที่ผ่านมา เหล่าผู้พัฒนาและผู้ให้บริการเกมไทยหลายรายก็ได้ออกมาให้ข้อเสนอแนะกับทางเรา ด้วยการตั้งข้อสงสัยและแสดงความกังวลต่อนโยบายหลายอย่างในร่าง พ.ร.บ. ที่ทาง DE ร่วมกับ depa ได้ร่างขึ้นและได้มีการกล่าวถึงในการเสวนาครั้งนี้ เราได้สรุปข้อเสนอแนะและความคิดเห็นทั้งหมดออกมาเป็นหัวข้อให้ทุกท่านเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ดังนี้
1.) การมอบอำนาจ – การที่ให้ข้าราชการประจำเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีอำนาจการตัดสินใจทุกเรื่อง สามารถกำหนดนโยบาย แผนพัฒนาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น วิธีการขอเรตติ้ง การพิจารณากลั่นกรองโครงการที่จะให้ทุน และการกำหนดมาตรการควบคุม อยู่ที่ข้าราชการประจำ ทำให้ภาคประชาชนและนักการเมืองแทบจะไม่มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับร่าง พ.ร.บ. เกมเลย
2.) ในการเสวนาครั้งนี้ แม้ว่าทาง depa จะมีการเผยว่ากฎหมายนี้จะเปิดช่องไว้ให้สามารถทำในหลายเรื่องที่อุตสาหกรรมเกมไทยต้องการได้ หากมีการวางแผนที่จะทำจริง โดยเป็นส่วนหนึ่งของหลักการและเหตุผลของร่างฉบับนี้ แต่ในตัวบทกฎหมายไม่ได้มีการร่างถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ รวมถึงในด้านการศึกษา ยกเว้นเรื่องของ “การขึ้นทะเบียน” และ “เก็บข้อมูลผู้ประกอบการ” ซึ่งทำให้หลายคนยังไม่เห็นภาพว่าจะมีการ ‘สนับสนุน’ ในส่วนใดอย่างชัดเจนบ้างตามข้อกฎหมาย
3.) อุตสาหกรรมเกมไทยยังอยู่ในช่วงการ ‘ตั้งไข่’ ทำให้ผู้ประกอบการเกมในไทยโดยส่วนใหญ่ยังเป็นรายย่อยและต้องใช้ต้นทุนที่สูงมากในการพัฒนาเกมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในด้านทรัพยากรที่ต้องใช้สร้างเกม (ค่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ซอฟต์แวร์ เช่น เกมเอนจิน โปรแกรมออกแบบศิลป์, ค่าจ้างบุคลากรในการปฏิบัติงาน) รวมถึงค่าครองชีพต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในแต่ละวัน และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยที่เม็ดเงินในอุตสาหกรรมนี้ยังไม่มีการไหลเวียนในแบบที่ยั่งยืน รวมถึงยังขาดการเข้าถึงและการสนับสนุนเพียงพอ ทำให้ผู้ประกอบการเกม โดยเฉพาะหน้าใหม่หรือผู้ที่มีทุนต่ำยังไม่สามารถสร้างรายได้จากการเผยแพร่เกมได้เท่าที่ควร
4.) การสนับสนุนและกำกับดูแลจากราชการและภาครัฐ – ในส่วนนี้หลายคนค่อนข้างเห็นด้วยกับการตั้งกฎหมายเพื่อดูแลและคุ้มครองผู้ประกอบการเกมเพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทหรือการละเมิดกฎหมายในทางใดเกิดขึ้น แต่หลายคนก็ยังมีข้อกังวลว่าการออกกฎหมายในบางส่วนอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คุมกฎหมายสามารถเข้ามาแทรกแซงการทำงานของผู้ประกอบการเกม หรืออาจมีการ ‘ควบคุมเนื้อหา’ บางอย่างภายในเกม จนทำให้เกิดข้อจำกัดในด้านการนำเสนอเกม หรืออาจทำให้การทำงานในบางขั้นตอนไม่ราบรื่นในแบบที่ควรเป็น
5.) การจัดเรตติ้งเกม – หลายคนยังมีความกังวลในส่วนของการ ‘พิจารณา’ จากทางหน่วยงานราชการว่าจะมีมาตรฐานใช้อำนาจในการตัดสินใจอย่างไรบ้าง จะมีการใช้มาตรฐานเดียวกันกับการพิจารณาสื่อภาพยนตร์และวีดิทัศน์หรือไม่ ส่วนการจัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมการขึ้นทะเบียน” ก็ยังขาดความชัดเจนว่าจะใช้ตัวแทนจากภาครัฐ ราชการ หรือเอกชน รวมถึงยังไม่มีการระบุข้อกำหนดต่าง ๆ ออกมา และไม่มีระบบ “Self-regulate rating system” มาใช้งานด้วย ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าการนำเสนอเนื้อหาบางอย่างในเกมอาจถูก ‘จำกัด’ หรือไม่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่
6.) กองทุนในด้านของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเกม – บางคนมีข้อกังวลว่า ‘กองทุน’ ที่จะนำไปใช้อาจไปไม่ถึงผู้ประกอบการเกมจริง ๆ เพราะมันจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงาน ฝ่ายเลขานุการ เบี้ยประชุมกรรมการ อนุกรรมการ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ภาระงานจริง ๆ จะตกเป็นของภาคเอกชนที่ต้องเข้าไปคอยสนับสนุนในทุกด้าน เพราะการตั้งกองทุนจะต้องมีภาคเอกชนมาเป็นอนุกรรมการต่าง ๆ ไปทำงานให้ เพื่อให้มีการอนุมัติตามสิ่งที่ผู้ประกอบการและเอกชนร้องขอไป ซึ่งที่ผ่านมาแทบทุกกองทุนจะมีขั้นตอนเป็นแบบนี้
7.) กองทุนในด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกม – หากเป็นการส่งทุนสนับสนุนเป็นรายบริษัท ก็เป็นความเสี่ยงที่จะโยนเงินเข้าไปในอากาศ ผลประโยชน์จะตกเป็นของบริษัทกลุ่มเดียว อาจไม่ได้สร้างการเปลื่ยนแปลงในวงการอย่างจริงจัง เงินทุนควรถูกใช้สนับสนุนในการจัดงานและสร้างพื้นที่ให้ผู้มีฝีมือได้มาจัดแสดงงานและพบกัน โดยตัวงานควรจะมาในรูปแบบของงานที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้และสนใจที่จะเข้าไปในงานและสนับสนุนกันได้ ทั้งนี้ยังมีการลงทุนในเรื่องของการตลาด การสื่อสาร โปรโมตที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงอุตสาหกรรมเกมไทยได้ง่ายขึ้น
8.) การนิยามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการ “ติดเกม” หรือ “ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเกม” ไม่ควรมาอยู่ในข้อกฎหมายของ พ.ร.บ. เกมเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะการตราเรื่อง ‘มายาคติ’ นี้ลงไปในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ จะทำให้ความเชื่อที่ผิด ๆ กลายเป็นความจริงทันที และเรื่องมายาคติจะเปลี่ยนเป็นข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เกม” จะกลายสิ่งที่ต้องระวัง เพราะมีความเสี่ยงจะให้โทษได้ คล้ายบุหรี่ สุรา อบายมุข ที่ต้องมีมาตรการเฝ้าระวังตลอดเวลา ซึ่งนั่นไม่ใช่ภาพลักษณ์ของเกมในแบบที่ควรจะเป็น รวมถึงยังเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเกมและทำให้อุตสาหกรรมเกมเสียหายเป็นวงกว้างได้
9.) การจัดเก็บค่าธรรมเนียมและภาษี – เนื่องด้วยในปัจจุบัน แม้อุตสาหกรรมเกมไทยจะเริ่มมีผู้พัฒนาและเผยแพร่เกมออกมามากขึ้น แต่เม็ดเงินหมุนเวียนภายในกลุ่มผู้ประกอบการยังมีไม่เพียงพอที่จะทำให้อุตสาหกรรมเกมไทยสามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ “การเก็บค่าธรรมเนียม” ยังขาดความชัดเจนในหลายด้านว่าจะเรียกเก็บเพื่อเอาไปหมุนเวียนในส่วนใดบ้าง แล้วภาคอุตสาหกรรมเกมจะได้สิ่งใดกลับมาบ้าง นี่จึงเป็นข้อสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
อนาคตของร่างและข้อสรุป

อีกปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้น คือ ในปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน รวมถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ยังมีสถานะที่ไม่แน่นอนและ ‘อาจ’ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าในวันหนึ่ง คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหมดวาระลง ทาง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ” ที่มี “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเกม” เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ. เกม ก็จะต้องยุติบทบาทของพวกเขาด้วย เพราะพวกเขาขึ้นตรงกับคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ทำให้การนำเสนอร่างกฎหมายนี้อาจต้องพักไปเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงความบางส่วนที่มีการพูดถึงมากที่สุดเท่านั้น เร็ว ๆ นี้ เราจะมีข้อมูลวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่าง ร่าง พ.ร.บ. เกม ของกระทรวงดีอี และร่างของคณะซอฟต์พาวเวอร์เกม มาให้ติดตามกันด้วย!
ขอขอบคุณทาง Coolerist Mk II และทีมงาน Game Dev Hub Bangkok สำหรับการสนันสนุนด้านข้อมูลด้วยครับ
——————————————–
THE GAMER LIFE / Dailynews Gaming Exclusive Content
คอลัมน์โดย: ภาริช ต่อพิมาย (FLINT)
ติดตามเรื่องราวเจาะลึกชีวิต ไลฟ์สไตล์ คัลเจอร์ในโลกของเกมได้ที่: THE GAMER LIFE และฝากติดตามเพจ Dailynews Gaming – เดลินิวส์เกมมิ่ง เพื่อติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการเกมกันได้!



