วิธีรักษาหูดหงอนไก่มีอะไรบ้าง การรักษาต้องทำให้หูดหายให้หมด เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ทายาเฉพาะที่ (Topical Treatment) อิมิควิโมด 5% (Imiquimod 5%) ยากระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกำจัดเชื้อ โพโดฟิลโลทอกซิน 0.5% (Podophyllotoxin 0.5%) ยาทำลายเนื้อเยื่อหูด กรดไตรคลอโรอะซีติก (TCA– Trichloroacetic Acid) กรดที่ใช้แต้มทำลายหูดเฉพาะจุด การจี้ด้วยความเย็น(Cryotherapy) ใช้ไนโตรเจนเหลวจี้ให้หูดหลุด การจี้ไฟฟ้าหรือเลเซอร์ (Electrocautery/ Laser) เหมาะกับหูดที่อยู่ลึก เช่น ภายในท่อปัสสาวะ หรือหูดที่ดื้อต่อการรักษาอื่น และการตัดออกหรือตัดชิ้นเนื้อ (Surgical Excision/Biopsy) สำหรับหูดที่ลักษณะผิดปกติ หรือสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง

ตัวอย่างผู้ป่วย ผู้ป่วยชายอายุ 35 ปี เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหูดที่ปลายท่อปัสสาวะ แพทย์สั่งยา อิมิควิโมด 5% (Imiquimod) ให้ไปทา แต่หูดกลับขึ้นใหม่ เมื่อตรวจร่างกายอีกครั้ง ไม่พบหูดที่องคชาตชัดเจนด้วยตาเปล่า แต่ใช้กล้องมือถือขยายภาพ พบตุ่มเล็กที่สงสัยว่าอาจเป็นหูดหงอนไก่

แพทย์อธิบายว่า ถ้าเป็นหูด ควรต้องรักษาให้หมด เพราะมีโอกาสเป็นซ้ำ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร อาจต้องตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจ แต่ผู้ป่วยขอเพียงตรวจปัสสาวะหาเชื้อเอชพีวี (HPV) ด้วยวิธีการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากปัสสาวะด้วยเทคนิคอาร์ที-พีซีอาร์ ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำและไม่เจ็บตัว

จะป้องกันโรคหูดหงอนไก่นี้ได้อย่างไร? ฉีดวัคซีนเอชพีวี (HPV Vaccine) ช่วยป้องกันทั้งหูดหงอนไก่และมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก, แนะนำให้ฉีดตั้งแต่วัยรุ่น หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก, ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ แม้ไม่ป้องกันได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะหากมีคู่นอน
หลายคน

สรุป หูดหงอนไก่ เป็นโรคที่รักษาได้ แต่ต้องวินิจฉัยและรักษาให้ถูกวิธี แม้จะดูเป็นแค่ตุ่มเล็ก ๆ แต่หากปล่อยไว้ก็อาจลุกลาม หรือแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว หากพบตุ่มผิดปกติที่อวัยวะเพศ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะแรก จะได้ผลดีที่สุด และช่วยให้มั่นใจในสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิด.