กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ถึง “อำนาจ” ของ “สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.” ในห้วงที่ยังมีชนักติดหลัง ถูกตรวจสอบเรื่องฮั้ว เลือกสว.อยู่ในตอนนี้ ว่า เหมาะสมหรือไม่ที่บรรดาสว. เหล่านี้จะมาพิจารณาแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” นักวิชาการอิสระ และกรรมกาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาสะท้อนถึงการทำงานในกกต.และการทำหน้าที่ของสว.ในห้วงเวลานี้
โดย “อาจารย์สมชัย” เปิดประเด็นว่า มองการทำงานของกกต.ที่ล่าช้าว่า มีหลายปัจจัย ตั้งแต่ 1. กฎหมายให้อำนาจกกต.จัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมมากขึ้น โดยสามารถขอความร่วมมือหรือสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อร่วมมือกันทำงานได้ และยังขยายเวลาทำงานได้อย่างเต็มที่ เช่น การประกาศผลการเลือกตั้งสส. ภายใน 60 วัน จากเดิม 30 วัน หรือการให้ใบเหลือง ใบแดง เดิมกำหนดให้ส่งศาลภายใน 1 ปี วันนี้ก็ไม่มีการกำหนดเวลาแล้ว
“กฎหมายให้กกต.ทำงานด้วยอำนาจมากขึ้น มีเวลามากขึ้น แต่กลายเป็นว่าทำให้กกต.นั้นทำงานโดยไม่มีกรอบเวลาในการผูกมัด ก็เลยทำงานตามสไตล์ ปีหนึ่งไม่เสร็จ เลยเวลาก็ไม่ได้เดือดร้อน ไม่ถือว่าเป็นความผิด อย่างตอนนี้เรื่องร้องเรียน สว.ผ่านมาปีหนึ่งแล้ว หรือเลือกตั้งท้องถิ่น บางครั้ง 2-3 ปี ก็ยังไม่เสร็จ”
2. คุณสมบัติกรรมการ กกต. ที่สูงเกินไป: กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการ กกต. สูงลิ่ว แม้จะช่วยให้ได้คนมีคุณภาพ แต่ก็กีดกันคนมีความรู้ความสามารถที่ไม่มีตำแหน่งสูง ท้ายที่สุดจึงได้คนที่มีตำแหน่งสูงจริง แต่ขาดความเชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งโดยตรง เช่น อดีตเอกอัครราชทูต อธิบดีกรมชลประทาน หรืออาจารย์ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้สนใจเรื่องการเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่หลังเกษียณต้องการมีตำแหน่ง ทำให้การกำกับดูแล กกต. ไม่เต็มที่ และต้องใช้เวลาเรียนรู้งานนาน
3. สำนักงาน กกต. ซึ่งอยากให้เป็นองค์กรอิสระ ทำงานคล่องตัว ไม่ติดกรอบการทำงานแบบราชการ แต่กลายเป็นว่า โอนย้ายบุคลากรจากราชการมา ทำให้มีทัศนคติการทำงานไปเรื่อยๆ ในเชิงป้องกันตัวเอง ทำงานเชิงรับมากกว่ารุก ไม่ค่อยกระตือรือร้นจัดการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม สนใจแต่จัดการเลือกตั้งให้เสร็จมากกว่าจัดการเลือกตั้งให้ดี ไม่สนใจกำจัดการทุจริต กลายเป็นอุปสรรค ประชาชนมาแจ้งเบาะแสต่างๆ ก็ไม่ได้รับความสะดวก บางครั้งถูกข่มขู่กลับไป
4. ฝ่ายการเมือง เมื่อรู้ว่า กกต.มีข้อจำกัดเยอะ ไม่ได้ทำงานเชิงรุก ไม่ได้ใส่ใจจัดการการทุจริตการเลือกตั้งอย่างจริงจัง เลยคิดว่าต้องเอาชนะการเลือกตั้งให้ได้ก่อน ที่เหลือก็เสี่ยงดวงว่าจะถูกร้องหรือไม่ แม้กระทั่งถูกร้องแล้วยังคิดว่ามีช่องทางเชื่อมฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจในการวิ่งเต้นได้
@ สว. ที่ถูกตรวจสอบในคดีฮั้ว สว. มีการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการองค์กอิสระ ถือว่า เหมาะสมหรือไม่
ตอนนี้แม้อยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในตำแหน่ง และมีหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ หรือลงมติในเรื่องต่างๆ การขอให้สว.เหล่านี้ยุติการทำงานชั่วคราวเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ถือว่าทำผิดอะไร ยกเว้นเรื่องไปถึงศาลและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นตอนนี้สว.ยังต้องทำหน้าที่
แต่ผลในภายภาคหน้าคือ หากสว.โหวตตามโพย หรือเลือกคนที่สนิทกับฝ่ายการเมือง จะทำให้องค์กรอิสระไม่เป็นกลาง เอนเอียงเพราะได้บุคลากรที่มีความสนิทชิดเชื้อกับฝ่ายการเมืองซีกใดซีกหนึ่ง ทำให้การตัดสินเรื่องต่างๆ ขาดความชอบธรรม และเป็นการเสริมให้พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองนั้นได้รับความนิยมจากนักการเมืองที่ปรารถนาเข้ามาสู่การเมืองและไม่ต้องการมีเรื่องกับองค์กรอิสระ
“ไม่เป็นผลดีในระยะยาว และในอนาคตข้างหน้า ถ้ากลุ่มการเมืองนี้ได้อำนาจรัฐ เป็นรัฐบาลก็เท่ากับว่าจะสามารถผูกขาดอำนาจทั้งนิติบัญญัติ มีเสียงข้างมากในสภา ทั้งอำนาจบริหาร ซึ่งอาจรุกคืบไปในส่วนขององค์กรอิสระบางส่วน แม้จะยังคุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ก็เท่ากับว่าเป็นการผูกขาดอำนาจถึง 3 ใน 4 ส่วน”
@ รายชื่อกก.องค์กรอิสระที่ผ่านการสรรหาจากสว.มีคนตั้งข้อสังเกตุว่าเชื่อมโยงฝ่ายการเมือง
เราคงไปกล่าวหาไม่ได้ แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ในสายวิชาการล้วน เช่น ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ไปเสนอตัวเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ถูกปฏิเสธถึง 3 ครั้ง ซึ่งเราก็ไม่ทราบเหตุผล เป็นเพราะสั่งการไม่ได้ หรือไม่ได้สังกัดใครหรือไม่ หรือคนที่ได้รับการรับรองนั้น มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นคนที่มีพลังอำนาจ หรือมีความเกี่ยวข้องฝ่ายการเมืองมากพอสมควร ก็ต้องดูต่อไปว่าท่านจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ตรงไปตรงมาหรือไม่ หรือจะเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ
@ ความล่าช้าของกกต.ที่อาจนำไปสู่กลไกการตรวจสอบเสียหาย ควรปรับกรอบเวลาการทำงานกกต. ให้เร็วขึ้นหรือไม่
กกต.ก็เคยพูดว่า กำหนดกรอบตัวเองไว้ว่าภายในไม่เกิน 1 ปี แต่ตอนนี้ก็เกิน 1 ปี แล้ว กกต.ก็ไม่พูดอะไร เท่ากับว่าไม่มีกรอบเวลาในการเร่งรัดเรื่องต่างๆ ก็เป็นความรับผิดชอบของกกต.ว่า จะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้หรือไม่ เอาจริงเอาจังแค่ไหน ถ้าหากทำงานไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะเกิดผลเสียต่อบ้านเมือง
ทั้งหมดนี้อยู่ที่การออกแบบรัฐธรรมนูญ ว่าจะประกอบด้วยการได้มาของอำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ ฝ่ายตุลาการ กำหนดความสัมพันธ์แต่ละส่วนเป็นอย่างไร ถ้าออกแบบมาเป็นแบบนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เห็น ซึ่งก็ควรมีการเปลี่ยนโดยการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมีคนยกร่างที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานว่าต้องมีสสร.
ส่วนเรื่องกรอบระยะเวลาการทำงานของกกต.นั้นควรแก้ไข โดยกลับไปใช้กรอบเวลาเดิม อย่าไปคิดว่าการไม่มีกรอบเวลาแล้วกกต.จะทำงานดีขึ้น เพราะมันชี้ให้เห็นแล้วว่า การเลือกตั้งให้ประกาศผลใน 30 วันก็ได้เท่านี้ ประกาศผลใน 60 วันก็ได้เท่าเดิม ไม่มีอะไรแตกต่าง ใบเหลือง ใบแดง ก็แทบไม่มีด้วยซ้ำ ดังนั้นเอาแบบเดิมเลยน่าจะดีกว่า คือ ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งใน 30 วัน การให้ใบเหลือง ใบแดง จนถึงการส่งศาลภายใน 1 ปี
@ อยากฝากอะไรในสภาวะที่เป็นอยู่นี้
ตอนนี้ประเทศ อยู่ในขั้นวิกฤติ การเมืองมีปัญหา เศรษฐกิจมีปัญหา คนไทยอึดอัดกับสภาวะที่เป็นอยู่ ทั้งหมดเพราะการเมืองมีเหตุนำ ถ้าการเมืองนิ่ง มีเสถียรภาพ ได้บุคลากรทางการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ ตั้งใจทำงาน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
“ดังนั้นปัจจัยสำคัญอยู่ที่ฝ่ายการเมือง วันนี้ถ้าเรามีโอกาสจะเลือกฝ่ายการเมืองให้ดี อย่ามองแค่สิ่งที่เขาเอามาให้ชั่วครั้ง ชั่วคราวในช่วงเลือกตั้ง แต่ควรเลือกคนที่ตั้งใจเข้ามาทำประโยชน์ให้บ้านเมืองอย่างไร ตอนนี้ต้องรอ เพราะการเลือกตั้งยังมาไม่ถึง แต่ถือเป็นบทเรียนที่ต้องจดจำไว้ และใช้โอกาส เมื่อมีโอกาสในเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งซ่อมนี้ก็มีผล เพราะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า ประชาชนรู้สึกอย่างไร กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็มีหลายปัจจัยรวมถึงตัวผู้สมัครด้วย”.



