บรรยากาศที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำฮังการี ในกรุงบูดาเปสต์ เปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ต้องการให้ประเทศของเขาเป็น “ห้องปฏิบัติการแนวคิดฝ่ายขวาจัด” และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทรัมป์ ซึ่งออร์บานกล่าวว่าทรัมป์เป็น “เพื่อนที่ดี” และหวังว่าผู้นำสหรัฐจะเดินทางเยือนฮังการีอย่างเป็นทางการ
ตลอดเวลา 15 ปีที่จะออร์บานดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฮังการี เขาอวดอ้างตัวเองว่าเป็น “ทรัมป์ที่มาก่อนทรัมป์” และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) และมีประชากรราว 9.5 ล้านคน
ในความพยายามที่จะสร้างสิ่งที่ออร์บานเรียกว่า “รัฐไม่เสรีนิยม” เขาถูกกล่าวหาว่าปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตุลาการ นักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม รวมถึงจำกัดสิทธิของชนกลุ่มน้อย ซึ่งอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยกล่าวหาว่า ออร์บานแสวงหา “อำนาจเผด็จการ”
“ฮังการีเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ซึ่งผู้นำประเทศดูเหมือนจะพิสูจน์ได้แล้วว่า การนำช่วงเวลาที่ดีในอดีตกลับมานั้นเป็นไปได้” นายโฌลต์ เอนเยดี นักวิจัยอาวุโสด้านประชาธิปไตย จากมหาวิทยาลัยยุโรปกลาง ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย กล่าว “แนวคิดไม่เสรีนิยม ถูกทำให้กลายเป็นสถาบัน”
ทั้งทรัมป์และออร์บาน ต่างพุ่งเป้าไปที่ชนกลุ่มน้อย รวมถึงชุมชนเพศทางเลือก ซึ่งเอนเยดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ออร์บานตระหนักว่าไม่มีการต่อต้านจากสาธารณชนอย่างรุนแรง ต่อการยุยงปลุกปั่นกลุ่มเปราะบาง เขาจึงใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ในการรณรงค์หาเสียง ซึ่งในทำนองเดียวกัน ทรัมป์ก็เนรเทศผู้คนโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาอเมริกา
ด้านนายร็อด เดรเฮอร์ นักเขียนชาวอเมริกัน วัย 58 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงบูดาเปสต์ และส่งเสริม “โมเดลฮังการี” ในสหรัฐ ชื่นชมการต่อสู้ร่วมกันของผู้นำทั้งสองคนต่อ “ฝ่ายซ้ายสายอุดมการณ์”
“เมื่อสถาบันที่ควรเป็นกลางกลับอยู่ในฝ่ายซ้ายจัด มันก็ต้องมีผู้แข็งแกร่งอย่างทรัมป์เท่านั้น ที่พยายามดึงสถาบันเหล่านั้นกลับมาตรงกลาง” เดรเฮอร์ กล่าวเสริม
อนึ่ง รัฐบาลทรัมป์ข่มขู่ว่าจะตัดเงินทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติหลายแห่งของสหรัฐ เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาโคลัมเบีย รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางที่ระงับคำสั่งของรัฐบาลวอชิงตัน และมีความขัดแย้งกับสื่อหลักอย่างเปิดเผย
ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงของนักข่าวบางคน และแทนที่พวกเขาด้วยสื่อนอกกระแสที่มีความจงรักภักดีมากกว่า เอนเยนดีกล่าวว่า ทรัมป์มีความคล้ายคลึงกับออร์บานมาก ซึ่งทั้งสองคนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาดำเนินการเพื่อแก้แค้น
แม้ออร์บานยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าทำเนียบขาวในวาระปัจจุบันของทรัมป์ แต่นายโรเบิร์ต ปัลลาดีโน อุปทูตสหรัฐประจำฮังการีคนใหม่ คาดการณ์ว่า การเดินทางเยือนกรุงบูดาเปสต์ของประธานาธิบดีสหรัฐ น่าจะไม่ต้องรอเป็นเวลานาน
“การเดินทางเยือนครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้ จะเป็นการสะท้อนถึงความสอดคล้องอย่างแท้จริง ระหว่างสองประเทศอธิปไตยที่เชื่อมั่นในประเพณี ความแข็งแกร่ง และอัตลักษณ์ แต่ช่วงเวลานั้นจะไม่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง เพราะมันจะต้องมีวิสัยทัศน์ ความพยายาม และความมุ่งมั่นจากทั้งสองฝ่าย” ปัลลาดีโน กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



