ถือเป็นข่าวน่าสนใจข่าวหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือข่าวคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ที่โยกย้าย 79 บัญชีผู้พิพากษาครั้งนี้ โดยเริ่มมาจากที่ นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 19 /2568 โดยมีวาระสำคัญคือที่ประชุม ก.ต.เห็นชอบบัญชีโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ในวาระโยกย้ายแต่งตั้ง บัญชี 3 ชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งจำนวน 79 บัญชีรายชื่อ

โดยมีรายชื่อผู้พิพากษาชื่อดังที่น่าสนใจและดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ 1.นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี ผู้พิพากษาศาลฎีกาไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา 2.นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 3.นายธานี สิงหนาท อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง

4.นายสายโชค ศรีทอง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ 5. น.ส.อินทิรา ฉิวรัมย์ รองประธานศาลอุทธรณ์ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง 6.นายเอื้อน ขุนแก้ว รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาศาลฎีกา และ 7.นายเจริญวิทย์ เกื้อทิพย์ ประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 2

โดยมีโปรไฟล์ผู้พิพากษาที่ได้รับการขยับตำแหน่งที่น่าสนใจ เช่น นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี ว่าที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคนใหม่ เคยเป็นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมสมัยนางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม เป็นประธานศาลฎีกา มีผลงานช่วยขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกาในการช่วยเหลือประชาชนในส่วนคดีที่ถูกฉ้อโกงและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ครอบคลุมถึงการบริโภควิถีใหม่ โดยการตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายสินค้าบริการทางออนไลน์

ซึ่งประชาชนสามารถยื่นฟ้องได้ด้วยตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ e-Filing ได้รับความไว้วางใจให้ไปนั่งบริหารศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลหลักและเป็นศาลใหญ่ที่สุดของประเทศ เขตอำนาจครอบคลุมคดีอาญาที่มีอัตราโทษเกิน 3 ปี ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร 16 เขต รวมถึงคดีในกองปราบที่มีอำนาจจับกุมได้ทั่วประเทศ และศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงแต่คดีที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญา ที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาก็ได้ ซึ่งคดีดังและคดีอุกฉกรรจ์หลายคดีในต่างจังหวัดก็มีการโอนมาพิจารณาที่ศาลอาญาหลายคดี

นอกจากนี้ศาลอาญา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทยด้วย เคยผ่านงานบริหารมีประสบการณ์มาก และมีความเหมาะสม ทั้งเรื่องคิวอาวุโส ความรู้ ประกอบกับบุคลิกเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่มีความเมตตา และมีความยุติธรรม จึงเชื่อว่าจะมีการพัฒนาระบบคดีของศาลอาญาซึ่งเป็นศาลหลักของประเทศในการอำนวยความยุติธรรมต่อประชาชนต่อยอดไปได้ดียิ่งขึ้น

นายธนรัตน์ ทั่งทอง ว่าที่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และคดีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจ เช่น คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามป.อาญา ความผิดทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ,

คดีอาญาที่ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำความผิดฐานฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นในการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ, คดีเรียก รับ ทรัพย์หรือประโยชน์ ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพล จูงใจหรือข่มขืนใจ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ หรือไม่กระทำการ ตามกฎหมายอาญา,

คดีฟ้องลงโทษบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ, คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ อันเป็นเท็จ ซึ่งนายธนรัตน์ ถือเป็นผู้พิพากษาที่มีคะแนนนิยมในหมู่ศาล เคยได้รับเลือกเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยล่าสุดยังได้รับเลือกเป็น กบศ.อีกด้วย

นายธานี สิงหนาท ว่าที่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ซึ่งเป็นศาลหลักในคดีแพ่งมีความสำคัญมากเช่นเดียวกับศาลอาญา เนื่องจากมีเขตอำนาจพิเศษที่สามารถรับคดีได้ทั่วราชอาณาจักรต่างจากศาลแพ่งในเขตอื่นๆ หรืออย่างเช่น ที่มีการตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ก็สามารถพิจารณารับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงได้ด้วย และมีอำนาจพิจารณาทำคดีฟอกเงิน โดยตัวนายธานี เองก็เคยได้รับความไว้วางใจให้นั่งตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งก็มีฝีมือการบริหาร

เจ้าตัวบุคลิกก็เป็นคนใจเย็นมีเมตตา เป็นผู้พิพากษา นักวิชาการมีลูกศิษย์ในวงการกฎหมายให้ความเคารพนับถือ แต่งตำรากฎหมายขายดีมีคุณภาพหลายเล่ม และเคยผ่านการนั่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งมีอำนาจศาลครอบคลุมพื้นที่ 7 เขตในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญมาแล้วเชื่อว่าน่าจะนำประสบการณ์มาใช้พัฒนาในศาลแพ่งหลักนี้ได้

น.ส.อินทิรา ฉิวรัมย์ ว่าที่อธิบดีศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นศาลหลักในคดีแรงงานของประเทศ โดยตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะระนาบเดียวกับระดับผู้พิพากษาศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจะมีคดีแรงงานมากกว่าในศาลแรงงานตามภาคต่างๆ ซึ่งมีทั้งหมด 9 ภาค รวมถึงบุคลากรที่อยู่ภายใต้สายบังคับบัญชาศาลแรงงานกลางก็จะมีจำนวนบุคลากรมากกว่าศาลแรงงานภาค

น.ส.อินทิรา เป็นที่รู้จักในงานบรรยายสายวิชาการ เป็นอาจารย์นักกฎหมายที่มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสายคดีแรงงานมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สมัยเป็นอธิบดีศาลแรงงานภาค 1 ก็มีผลงานโครงการต่างๆ ในการอำนวยความยุติธรรม เดินสายลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมเพิ่มศักยภาพบุคลากรของศาลแรงงานในการบริการประชาชน

เป็นเจ้าภาพประชุมสัมมนาผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงานทั่วประเทศ ครั้งที่ 9 เปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยทั่วไทยยุติข้อพิพาทแรงงาน สู่กระบวนการยุติธรรมทางเลือก จัดศาลแรงงานเคลื่อนที่อำนวยความยุติธรรมประชาชน และมีประสบการณ์มานั่งเป็นผู้บริหารในตำแหน่งรองประธานศาลอุทธรณ์ ผ่านหลักสูตรระดับสูง ทั้ง วปอ.55 และ บยส.24 และ ปปร.28

อีกทั้งยังมีผลงานริเริ่มจัดหาที่ดินเพื่อจะสร้างศาลแรงงานภาค 10 (จังหวัดสมุทรปราการ) และที่ตั้งของศาลแรงงานภาค 1 แห่งใหม่ (ในจังหวัดพระนครศรีอยุทธยา) ซึ่งทั้ง 2 แห่งดังกล่าวจะมีการดำเนินการสร้างในอนาคตต่อไป จึงถือเป็นผู้พิพากษาหญิงแกร่งที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และมากด้วยประสบการณ์ นอกจากนี้ยังมีการวางตัวที่ดีและมีประวัติใสสะอาด เป็นที่ยอมรับทั่วไป

นายเอื้อน ขุนแก้ว ว่าที่ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นผู้พิพากษา สายวิชาการชื่อดังในเนติฯ สอบได้อันดับ 1 ทั้งเนติฯ และผู้ช่วยฯ รุ่น 32 มีผลงานเขียนตำราหลายเล่ม โดดเด่นในกฎหมายล้มละลาย ลูกศิษย์ให้ความชื่นชอบ

สร้างเครือข่าย
พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก.สภ.ชุมแพ จว.ขอนแก่น มอบหมายให้ พ.ต.ต.อัมพร จักษุทิพย์ สวป.(ชส.)สภ.ชุมแพ พร้อมด้วย นายกรกช บุตรสิม กต.ตร.สภ.ชุมแพนายจักรเพชร นิลพงษ์ ที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.ชุมแพ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนหนองไผ่พิทยาคม เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายสถานศึกษาที่มุ่งเน้นความปลอดภัยและปลอดจากสิ่งเสพติด ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและอบายมุขในสถานศึกษา เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยมีคณะครู นักเรียน เข้าร่วมในพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมโรงเรียนหนองไผ่พิทยาคม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

เปิดตัวเป็นทางการ
พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผช.ผบ.ตร.ร่วมกล่าวแสดงความยินดีกับ “สจ.กิ๊บ” วัลยา ภัทรวิริยสกุล ส.อบจ.ชลบุรี เขต 3 ในฐานะประธานสโม สร BURAPHA UNITED และ นายต่อลาภ กังวลกิจ รองประ ธานสโมสร ในโอกาสเปิดตัวประธานสโมสร,โค้ชและทีมนักกีฬาอย่างเป็นทางการ พร้อมรับมอบเสื้อกีฬาเป็นที่ระลึก ที่สนามกีฬาเฉลิมพระ เกียรติ 80 พรรษา ซึ่งมี “สส. เป้า” นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ “สจ.ไบร์ท” นายอภิรักษ์ ผลเจริญสมบูรณ์ ส.อบจ.ชลบุรี เขต 1 “สจ. ปลาย” นายวีระวุฒิ สิงห์โตทอง ส.อบจ.ชลบุรี เขต 2 อ.บ้านบึง นายสุรสิตย์ กังวลกิจ นายกเทศมนตรีเมืองบ้าน บึง นายเชวง จินตนาเลิศ นายสิทธิศักดิ์ เกียรติสุอาภานนท์ รองนายกเมืองบ้านบึง นายนิกร แซ่อึ้ง รองนายก อบต. มาบไผ่ และสมาชิกสภา รวมไปถึงผู้นำท้องถิ่น-ท้องที่ แฟนคลับพร้อมด้วยแฟนบอลกองเชียร์มาร่วมงานอย่างมากมาย โอกาสนี้ “สจ.ปลาย” ได้มอบเงินส่วนตัว จำนวน 200,000 บาท สนับสนุนสโมสรด้วย

สัมมนาความปลอดภัย
พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผู้ประกอบการธุรกิจรักษาความปลอดภัย และพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 โดยมี พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย อินทรปรีชา รอง ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี , พ.ต.อ.ยุทธนา สันติปรีชาวัฒน์ ผกก.ฝอ.ภ.จว.สุพรรณบุรี , พ.ต.อ.เจษฎา พานิชวงศ์ ผกก.(สอบสวน)ฯ ภ.จว.สุพรรณบุรี ผู้ประกอบการธุรกิจรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ในสังกัด ภ.จว.สุพรรณบุรี เข้าร่วมสัมมนาเข้าร่วม ที่ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 ภ.จว.สุพรรณบุรี

เดินหน้ากวาดล้าง
พ.ต.อ.พีระ อัศวพิบูลย์ผล ผกก.สืบสวน ภ.จว.สุพรรณบุรี นำทีมสืบสวนเดินหน้ากวาดล้างจับกุมอาวุธปืน สิ่งผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ร่วมวางพวงมาลา
พล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.ศรีสะเกษ ร่วมวางพวงมาลาเนื่องในวันรพี เพื่อสดุดีเทิดพระเกียรติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย 7 สิงหาคม 2568 ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ.