ในยามที่รัฐบาลเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งการสู้รบชายแดน ปัญหาภาษีทรัมป์ ซ้ำเปิดศึกในกับพรรคการเมืองต่างๆ ลากเลือด มีคดีขึ้นสู่ชั้นศาลกันทุกฝ่าย ทำเอาสังคมตั้งคำถามว่า รัฐบาลก็แบบนี้ ฝ่ายค้านก็แบบนี้ ในยามเช่นนี้ประเทศไทยจะไปทางไหนดี “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาสะท้อนมุมมองถึงปัญหาและทางออกของรัฐบาลควรจะเดินไปทางไหนบ้างในช่วงสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้

โดย “อาจารย์ปริญญา” เปิดประเด็น ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้ทำให้ “ประเทศไทยเป๋” แต่ปัญหาอยู่ที่ “รัฐบาล” เพราะเรื่องราวบานปลายมาตั้งแต่มีคลิปหลุดของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่คุยกับสมเด็จฮุน เซน ของกัมพูชา ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลกำลังลุกลามกลายเป็นปัญหาของประเทศหรือไม่

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ โอกาสรอดไม่มากนัก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำร้อง โดยได้เสียงตุลาการ 5 ใน 9 คน เมื่อพิจารณาจากทิศทางการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือแม้หลังจากนั้นรัฐบาลก็ยังไม่สามารถกอบกู้ความนิยมกลับคืนมาได้เป็นที่ประจักษ์ด้วย

ดังนั้น จึงมี 2 ทางเลือก คือ 1. สู้ต่อไปจนถึงวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย หรือ 2. เมื่อเห็นว่าไม่รอด น.ส.แพทองธาร อาจเลือกที่จะลาออก เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญใช้บรรทัดฐานเดียวกับนายพิชิต ชื่นบาน ที่เมื่อลาออกแล้ว ศาลก็ยกคำร้อง

“เป็นไปได้มากที่เขาจะเลือกทางนี้ ซึ่งเพื่อไทย หรือนายทักษิณ ชินวัตร ก็มีข้อได้เปรียบที่สามารถกำหนดเกมได้ว่าจะเลือกนายกฯ คนใหม่เมื่อไหร่ ดังนั้นอาจเห็น น.ส.แพทองธาร ลาออกจากตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้”

ส่วนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ที่ศาลฎีกาสั่งให้ฟังคำสั่งในวันที่ 9 กันยายนนี้ ค่อนข้างมั่นใจเมื่อดูจากการไต่สวนของศาลฎีกาและหลักฐานต่างๆ รวมทั้งมติแพทยสภาที่ลงโทษแพทย์จากการให้อยู่ชั้น 14 ถึง 180 วัน เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งทำให้น้ำหนักคำสั่งให้อยู่ชั้น 14 จำนวน 180 วัน มีปัญหาแน่นอน ตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่ว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร นายทักษิณจะถูกสั่งให้กลับไปจำคุกหรือไม่ ซึ่งจะยิ่งกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหนักเข้าไปอีก

การเลือกนายกฯใหม่เป็นจังหวะสำคัญที่อาจมีการย้ายขั้วได้ หากพรรคร่วมเพียง 1 พรรคย้ายไปอีกข้างหนึ่ง ซึ่งในฝ่ายค้านมีเพียงนายอนุทิน ชาญวีรกูล คนเดียวที่เป็นว่าที่นายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงจะเห็นการต่อสู้กันอย่างหนักตั้งแต่สนามนี้ ไม่ต้องรอการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจึงต้องใช้เรื่องเขากระโดงมาเล่นงานพรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะมีบทบาทมากในการกำหนดตัวนายกฯ คนต่อไป เพราะยืนยันว่าจะโหวตให้เฉพาะนายกฯ ที่จะยุบสภาภายใน 6 เดือนและจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งยิ่งเปิดโอกาสให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมย้ายค่ายได้ง่ายขึ้น เพราะมีตัวหารโควตาเก้าอี้น้อยลง ก็ต้องดูว่านายทักษิณจะสู้ในเกมนี้อย่างไร แต่การ“ยุบสภาเลือกตั้ง”ปีหน้ามีแน่นอน อาจจะเป็นต้นปีหรือครึ่งแรกของปี

หาก “นายกฯ สู้ต่อ” แล้วศาลสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง โอกาสที่พรรคร่วมจะย้ายข้างก็ยิ่งมากขึ้น เพราะ น.ส.แพทองธาร และพรรคเพื่อไทยจะบอบช้ำอย่างหนัก เนื่องจากศาลจะให้เหตุผลในการปลดอย่างจัดเต็มและหนักแน่นว่านายกฯ ขาดความซื่อสัตย์สุจริตอย่างไร หรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงอย่างไร และจะกลายเป็นตราบาปติดตัวนายกฯ ไปตลอด ทำให้ไม่มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีก

ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากว่า น.ส.แพทองธาร จะเลือกที่จะลาออกเพื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ยังคุมพรรคร่วมได้และเป็นฝ่ายชิงลงมือสร้างจังหวะทางการเมืองมากกว่าปล่อยให้เสียที แล้วค่อยมาเลือกนายกฯ ใหม่ ซึ่งอาจทำให้พ่ายแพ้ในที่สุด

@ การเปลี่ยนนายกฯ เปลี่ยนรัฐบาลในระยะอันใกล้จะทำให้ไทยสู้ศึกภายนอกได้หรือไม่ ทั้งปัญหาชายแดนและเรื่องเศรษฐกิจ

เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย “จุดแข็งของไทย”คือการที่เราสามารถเปลี่ยนตัวผู้นำได้ แต่“จุดอ่อนของกัมพูชา”คือเป็น “ระบอบฮุนเซน” ที่เปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น ถ้านายกฯ และรัฐบาลขณะนี้มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นและศรัทธา ยิ่งคำพูดของนายทักษิณที่บอกว่าพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาแบ่งกัน 50/50 ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกเคลือบแคลงสงสัย เพราะพื้นที่ทางทะเลของไทยเป็นไปตามกฎหมาย แต่กัมพูชากลับลากเส้นตามใจตนเอง

ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม การที่นายทักษิณพูดเช่นนี้ก็ทำให้เกิดผลลบทั้งต่อตัวนายทักษิณและ น.ส.แพทองธาร ส่งผลให้คะแนนความนิยมตกลงไปอยู่อันดับ 5 จากที่เคยเป็นอันดับ 1 และที่ผ่านมาแทนที่จะใช้โอกาสนี้แก้ปัญหาเพื่อสร้างผลงานและความเชื่อมั่น ทำให้เห็นว่าปัญหาไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของ 2 ตระกูล เป็นเรื่องที่นายฮุนเซนหลอกนายทักษิณ แต่รัฐบาลกลับทำได้ไม่ดีพอ ตอบโต้ข่าวลวงช้า ทำให้ประชาชนที่รู้สึกไม่ค่อยไว้ใจยิ่งคิดไปอีกว่าเป็นการเกรงใจหรือต่อรองอะไรกับสมเด็จฮุนเซนหรือไม่ หรือการนำเรื่องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งควรทำนานแล้วก่อนการหยุดยิง แต่กลับเพิ่งมีมติไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม รวมถึงกรณีที่กัมพูชาวางกับระเบิดในฝั่งไทย ก็ยังไม่ได้ยินว่ารัฐบาลทำอะไรกับกัมพูชา เพิ่งจะมาดีขึ้นตอนที่นำคณะทูตลงไปดูความเสียหายของพลเรือนที่กัมพูชายิงจรวดใส่

@ จะมีโอกาสมีรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่

“มันจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร ผมยังไม่เข้าใจ ข้อแรกข้อสำคัญคือ จะมีการเลือกนายกฯ คนใหม่แน่นอน และก็ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ”

“ผมขอพูดอย่างไม่อ้อมค้อม อย่าได้คิดว่าระบอบนอกกติกา หรือการจะใช้มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแล้วจะได้รัฐบาลที่มาแก้ปัญหานี้สำเร็จ สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 9 ปีเต็ม ถ้าการปกครองเช่นนั้นแก้ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ ทำไม 9 ปีนั้น พล.อ.ประยุทธ์ถึงไม่แก้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ปล่อยเพราะรู้ว่ามันแก้ยาก”

ในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่คนบอกว่าดีมาก “สมเด็จฮุนเซน”เกรงใจ “พล.อ.ประยุทธ์” แต่ความเกรงใจก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ทำอะไรในการแก้ปัญหาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นอย่าไปคิดว่าระบอบการปกครองที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยจะมาแก้ปัญหาของเรากับกัมพูชา

“พล.อ.ประยุทธ์”อาจจะมีดีกว่า “นายทักษิณ” ตรงที่ไม่มีประเด็นความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์อะไรกับสมเด็จฮุนเซน แต่เรื่องอื่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาแก้ปัญหา เพราะในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่กัมพูชาละเมิด MOU 43 หลายข้อ แต่เราก็แค่ประท้วงด้วยกระดาษ

พูดกันตรงๆ ว่าวิถีทางประชาธิปไตยคือสิ่งที่ไทยเหนือกว่ากัมพูชา นายกฯ เรามีปัญหา รัฐบาลเรามีปัญหา แต่ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนได้ ส่วนแม่ทัพภาค 2 ก็เป็นไปตามการหมดวาระปกติธรรมดา แต่ “กัมพูชา” ทำโพลกี่ครั้ง “นายสม รังสี” ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ “สมเด็จฮุนเซน” ก็ได้คะแนนเป็นที่ 1 คนเลือกถึง 80% แปลว่า 80% นี้ไม่เอา “ฮุนเซน” แต่กลับเปลี่ยนไม่ได้และพูดไม่ได้ ถ้าพูดไปจะเดือดร้อน เขาจะเปลี่ยนอย่างไรทั้งๆ ที่สร้างปัญหาให้บ้านเมืองของเขามากมายขนาดนั้น.