เมื่อ “เกาะสวรรค์” กลายเป็น “แดนต้องสาป” จากน้ำมือคนบาป
ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น… ที่จะอยู่รอดบนเกาะแห่งนี้!

“Eden สวรรค์คนบาป” ภาพยนตร์เซอร์ไววัล-ทริลเลอร์-ดราม่า จาก “รอน ฮาวเวิร์ด” ผู้กำกับรางวัลออสการ์ที่ฝากฝีมือไว้กับหนังดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น A Beautiful Mind, Cinderella Man, Apollo 13, The Da Vinci Code และครั้งนี้เขาจะพาเราไปติดเกาะร้างที่หลายคนเชื่อว่า มันคือ “สวรรค์” แต่จริง ๆ แล้วที่นี่คือ “นรก” ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์

Eden ถ่ายทอดเรื่องจริงของกลุ่มคนที่ยอมทิ้งความศิวิไลซ์ไปใช้ชีวิตกลางเกาะร้าง เพื่อหวังจะสรรสร้างสรวงสวรรค์แห่งใหม่ ในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือของ ดอเร สเตราช์ และ มาร์เกรต วิตต์เมอร์ ที่เนื้อหาไม่ตรงกัน ก่อนทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์จะขมวดปมเป็นการสร้างสวรรค์ที่เริ่มต้นขึ้นโดยคู่รักสันโดษสายโลกสวย “ดร.ฟรีดริค ริตเตอร์” (จู๊ด ลอว์) และ “ดอเร สเตราช์” (วาเนสซา เคอร์บี) ที่เบื่อหน่ายกับความวุ่นวายของสังคมมนุษย์ เลยตัดสินใจหนีมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายกลางเกาะฟลอรีอานา หมู่เกาะกาลาปากอส ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก มันช่างเป็นชีวิตในฝันของใครหลายๆ คน แต่ฝันหวานก็ต้องพังทลายลง เมื่อมีคนแปลกหน้ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเดินทางมายังเกาะสวรรค์แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ไฮนซ์ วิตต์เมอร์” (ดาเนียล บรูห์ล) และ “มาร์เกรต วิตต์เมอร์” (ซิดนีย์ สวีนีย์) ที่มาพร้อมกับลูกชาย หรือจะเป็น “เอโลอิส แวร์บอร์น เดอ วากเนอร์ บอสเกต์” (อนา เดอ อาร์มาส) เศรษฐีนีสุดเฟียซที่พ่วง 2 เพื่อนชาย และโปรเจกต์จะเปลี่ยนเกาะนี้ให้เป็นรีสอร์ตหรู!

มากคนก็มากความ ความสงบสุขที่เคยมีอันตรธานหายไปในพริบตา ความขัดแย้ง ความโลภ และสันดานดิบของมนุษย์ที่ถูกซุกซ่อนไว้ก็ค่อยๆ ปะทุออกมาอย่างช้าๆ แต่รุนแรง เหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด!

หนังเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ค่อยๆ บีบหัวใจคนดูให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิดของจิตใจตัวละครแต่ละคน ทีละนิด ทีละหน่อย จนเราไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า ใครคือคนดี? ใครคือคนบาป? ทุกคนดูมีเหตุผลของตัวเอง ดูเหมือนจะดี แต่ก็ซ่อนความดำมืดไว้จนน่าขนลุก

ต้องชื่นชมการกำกับที่เฉียบคมและทรงพลังของผู้กำกับสุดยอดฝีมือ “รอน ฮาวเวิร์ด” ที่สามารถบีบเค้นปีศาจที่ซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์ ให้ค่อยๆ ปรากฎตัวออกมาได้อย่างน่าหวาดผวา เขาไม่ได้ใช้ Jump Scare หรือฉากเลือดสาดแบบพร่ำเพรื่อ แต่ใช้บรรยากาศ ความกดดัน และการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ ไต่ระดับไปสู่หายนะ ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดและลุ้นระทึกตลอดเวลา ผู้กำกับรอน สามารถรักษาโทนของหนังเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด ไม่หลุดไปไหนเลย ซึ่งเป็นส่วนที่ยากที่สุดของการกำกับ

และที่สำคัญที่สุดคือบรรดาเหล่า “นักแสดง” บอกได้เลยว่าแคสต์นี้คือสุดยอดระดับมาสเตอร์คลาส! “จู๊ด ลอว์, วาเนสซา เคอร์บี, ดาเนียล บรูห์ล, ซิดนีย์ สวีนีย์ และ อนา เดอ อาร์มาส” คือจุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้ (มีหลายคนที่แค่เห็นรายชื่อนักแสดง ก็คิดในใจเลยว่า “ต้องดู”) ทุกคนต่างสวมบทบาทจนทำให้เราเชื่อว่า พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับหายนะที่แท้จริง การแสดงของแต่ละคนก็ทรงพลัง และชวนให้เราลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้

ระดับ “จู๊ด ลอว์” คงไม่ต้องพูดถึงความยอดเยี่ยมที่มีอยู่ล้นทะลัก เขาแสดงเข้าคู่กับ “วาเนสซา เคอร์บี” ได้อย่างลุ่มลึก แสดงให้เห็นถึงหลากหลายระดับชั้นของความสัมพันธ์และอารมณ์ ที่ยากจะหยั่งถึงก้นหลุมลึกความสัมพันธ์ของทั้งคู่จริงๆ ว่าสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่?

ส่วน “ซิดนีย์ สวีนีย์” ดาราสาวมาแรงแห่งยุคปัจจุบัน นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีชของเธอ ก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่อาจโฟกัสไปที่จุดอื่นของสวีนีย์ แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า เธอมีฝีมือการแสดงที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครในรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะฉากคลอดลูก และบทบาทนี้อาจพาเธอมีลุ้นชิงออสการ์ก็เป็นได้

และที่ต้องปรบมือให้ดังๆ คือ “อนา เดอ อาร์มาส” นักวิจารณ์หลายคนชี้ว่าเธอคือตัว “ขโมยซีน” ของจริง!! ด้วยบทบาทที่ฉีกภาพลักษณ์เดิมๆ ของเธอไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้เธอเปล่งประกาย และสามารถสะกดสายตาผู้ชมได้ทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนจอ เป็นผลงานการแสดงระดับมาสเตอร์พีชของเธอเช่นกัน โดดเด่นเกินหน้าเกินตา ทรงพลังเกินจะบรรยาย และร้ายจนสวรรค์กลายร่างเป็นนรก การแสดงระดับนี้ต้องมีชื่อเข้าชิงออสการ์แน่นอน!!

ฝั่ง “ดาเนียล บรูห์ล” สามารถแสดงออกถึงความลึกลับ และอารมณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างน่าทึ่ง แม้ตลอด 75% ของหนัง เขาจะเหมือนถูกกดเอาไว้โดย จู๊ด ลอว์, อนา เดอ อาร์มาส และ ซิดนีย์ สวีนีย์ แต่ท้ายเรื่อง บรูห์ล ก็ได้เฉิดฉาย พร้อมแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า เขาก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน

แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ “เฟลิกซ์ คัมเมอเรอร์” นักแสดงหนุ่มออสเตรียน ผู้รับบทเป็น รูดอลฟ์ ลอเรนซ์ หนึ่งในผู้ชายของมาดามชื่อยาว เอโลอิส แวร์บอร์น เดอ วากเนอร์ บอสเกต์ แม้เขาจะผ่านผลงานมาไม่มาก แต่ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ เฟลิกซ์ คือ เพชรในตมที่รอวันเจียระไน

ด้านบทภาพยนตร์เต็มไปด้วยชั้นเชิง กวีนิพนธ์ ทว่า สามารถเล่าเรื่องที่ยากที่สุดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น Eden คือหนังที่กล้ายกมือว่า ฉันจะพาพวกเธอไปสำรวจถึงจิตใจของมนุษย์อันสุดแสนลึกล้ำเหลือกำหนด เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว, ความโลภ, ความริษยา และสันดานดิบในการเอาตัวรอด ทุกสิ่งถูกนำเสนอออกมาได้อย่างสมจริง และชวนให้เราคิดตามว่า “ถ้าเป็นเรา…เราจะเลือกทำอย่างไร?”

โปรดักชั่นส์ของหนังก็เทพไม่แพ้กัน การสร้างเกาะร้างให้เป็นสวรรค์ของคนบาปที่กาลาปากอส ดูสมจริง และงดงามราวกับงานศิลปะ เอฟเฟกต์และ CGI ก็เนียนกริ๊บ ฉากฆ่ากันตอนท้ายเรื่อง ดูจริงจนน่าตกใจ

แม้จะมีส่วนที่ดีมากมาย แต่กับยุคปัจจุบันที่โลกหมุนเร็วจัดๆ หนังก็ยังคงมีข้อเสียเรื่องจังหวะการเล่าเรื่อง ที่อาจจะเนิบช้าเกินไปสำหรับบางคน หนังอาจทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดในช่วงแรกๆ เพราะหนังจะค่อยๆ สร้างบรรยากาศ และปูเรื่องราวอย่างช้าๆ ก่อนระเบิดอารมณ์ออกมาในตอนท้าย แต่จริงๆ ส่วนตัวมองว่า หนังเล่าเรื่องได้รวดเร็วดี มาอืดหน่อยตอนกลางเรื่องที่อาจทำบางคนอึดอัด หรือหลับได้ แต่หลังจากนั้น เข้มข้นสุดๆ

ความคาดเดาได้ของพล็อตเรื่อง เรื่องราวบางส่วนยังคงอยู่ในกรอบที่คุ้นเคย และไม่ได้มี Plot Twist ที่เหนือความคาดหมายจนทำให้หงายหลังตึง ก็เพราะหนังเรื่องนี้อ้างอิงจากเค้าโครงเรื่องจริง

5/5
หนังเซอร์ไววัลทริลเลอร์ดราม่า ที่อ้างอิงจากเค้าโครงเรื่องจริง หนังมีครบแทบทุกอย่าง ในแง่ของทริลเลอร์ดราม่า ยิ่งทำจากเรื่องจริง ยิ่ง amazing กับโลกสมัยก่อนมาก มันเซอร์เรียลสุดๆ สำหรับคนสมัยนี้ แต่สมัยก่อนอาจเป็นเรื่องธรรมดาก็ได้ ส่วนตัวขอยก Eden เข้าสู่ทำเนียบหนังที่ต้องดูก่อนตาย ชอบเป็นการส่วนตัว แต่เชื่อว่าจะมีคนเห็นต่าง ฟันธงแบบไม่กลัวหน้าแหก หนังจะเข้าชิงออสการ์หลายรางวัลแน่นอน นักรีวิวเมืองนอกยกย่องการแสดงของ จู๊ด ลอว์, อนา เดอ อาร์มาส แต่ส่วนตัวยกให้ สวีนีย์ เบียดชนะไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด หวังว่าน้องจะได้เข้าชิงออสการ์ เพื่อเป็นรางวัลแด่ผลงานชั้นเยี่ยม นี่คือหนึ่งในหนังที่มีฉากคลอดลูกที่ตื่นเต้นเร้าใจ เซอร์ไววัล และเซอร์เรียลที่สุดเรื่องหนึ่ง จริงๆ มีข้อเสียที่เห็นชัด แต่ส่วนตัวยอมมองข้าม เพราะข้อดีกลบมิด ซึ่งคนอื่นอาจจะเห็นต่างได้

หมีเช