ด้วยความสะดวกบวกพฤติกรรมใจบุญเป็นพื้นฐาน การบริจาคอย่างบริสุทธิ์ใจจึงไม่เคยถูกตั้งคำถาม หรือติดตามว่า เงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้ตรง“วัตถุประสงค์”ที่เปิดรับบริจาคหรือไม่

กระทั่งช่วงที่ผ่านมา หลายกรณีทั้งบริจาคให้วัดและการช่วยเหลือคน ถูกสงสัยอาจไม่เป็นไปตามเจตนาที่แจ้ง มีอีกมุมน่าสนใจคือ ตามกฎหมายผู้ที่บริจาคสามารถเอาผิดได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามข้อกฎหมายกับ นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความและนักกฎหมาย ให้ข้อมูลว่า กรณีมีการขอรับบริจาค โดยแจ้งวัตถุประสงค์ในการขอรับบริจาคว่าจะนำไปมอบหรือช่วยเหลือกิจการใด ประชาชนจึงบริจาคเงิน เพื่อทำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับบริจาค

หากต่อมาปรากฏว่า“ผู้ขอรับ”บริจาค ไม่ได้นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคไปมอบ หรือช่วยเหลือกิจการตามที่แจ้งวัตถุประสงค์ในการขอรับบริจาค หรือนำไปใช้นอกเหนือวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้ง“ผู้บริจาค” เช่น แจ้งขอรับบริจาคต่อประชาชนทั่วไปว่าจะนำไปช่วยผู้ป่วย แต่เมื่อได้รับเงินบริจาคแล้วนำไปใช้ส่วนตัว สร้างบ้าน หรือซื้อทรัพย์สินส่วนตัว หรือนำไปใช้อย่างอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ป่วยตามที่แจ้ง

พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการหลอกลวงประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงินบริจาค สิ่งของ หรือทรัพย์สินจากประชาชน เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือมาตรา 343

และหากนำเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนนั้น โอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มา อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน ตาม...ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ..2542 และหากพฤติการณ์การขอบริจาคโดยหลอกลวงประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินบริจาค สิ่งของ หรือทรัพย์สินจากประชาชนดังกล่าวได้ใช้ช่องทางออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook , Instagram หรือเว็บไซต์ ก็อาจจะเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดตาม...ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) ..2560

ดังนั้น ประชาชนที่ได้บริจาคเงิน และเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ตรงวัตถุประสงค์ สามารถร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาฐานฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน ฐานฟอกเงิน หรือฐานความผิดตามพ...ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ กับผู้ขอบริจาคได้

ทั้งนี้ สิทธิในทางแพ่ง ประชาชนที่ได้บริจาคเงินสามารถขอให้ “คืนเงิน” หรือทรัพย์สินที่ได้บริจาคไป เนื่องจากการถูกหลอกลวงได้ และหากผู้รับบริจาคจงใจใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่าย“การละเมิด” ซึ่งประชาชนผู้บริจาคสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และมาตรา 420

สำหรับ“อายุความดำเนินคดีอาญา” หากประชาชนผู้บริจาคทราบว่าถูกหลอกลวงและประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ขอรับบริจาค ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด

ส่วน“อายุความดำเนินคดีแพ่ง” ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้บริจาครู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น

สำหรับจำนวนยอดเงินบริจาคเกี่ยวข้องกับแจ้งความการเอาผิดหรือไม่นั้น นายนิติศักดิ์ ระบุ ในการดำเนินคดี หรือองค์ประกอบความผิดกฎหมายอาญา หรือการใช้สิทธิเรียกเงินคืนทางแพ่ง กฎหมาย“ไม่มี”กำหนดความเสียหายที่เป็นตัวเงิน หรือมูลค่าทรัพย์สินขั้นต่ำไว้

ดังนั้น ไม่ว่าผู้บริจาคจะได้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินเป็นจำนวนมากหรือน้อยเพียงใด สามารถฟ้องคดี หรือร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา และคดีแพ่งได้.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน