จากเสียงหัวเราะในวังสราญรมย์ สู่จุดเริ่มต้นของบทเรียนครั้งสำคัญในวงการสัตวแพทย์ไทยหากเอ่ยชื่อ “ซินแบด” ในวันนี้ คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี พ.. 2517 ชื่อนี้เคยโด่งดังไปทั่วประเทศ เป็น “ซุป’ตาร์” ที่เด็กไทยทั้งเมืองต่างใฝ่ฝันอยากเห็นสักครั้งในชีวิต ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีสวนสัตว์น้ำขนาดใหญ่ และการได้เห็นโลมาแสดงถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ คณะ “ฟลิปเปอร์โชว์” (Flipper Show) จากเยอรมนีตะวันตก ได้เดินทางมาเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ วังสราญรมย์ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้าชมกันอย่างเนืองแน่นดาวเด่นของคณะคือ “ซินแบด” โลมาปากขวดตัวผู้ กับ “รอรี่” โลมาตัวเมีย คู่หูที่สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมทุกเพศทุกวัย

ในเวลานั้น มีการกล่าวกันว่า โลมาที่นำมาแสดงส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย ส่วนซินแบดเป็นโลมาตัวผู้ที่มีความสามารถพิเศษ จนได้รับการฝึกให้แสดงโชว์ได้ และถูกระบุว่าเป็นเพียง 1 ใน 8 ของโลกที่ทำได้ในขณะนั้น ซินแบดสามารถลอดห่วง เล่นบาสเกตบอล รับสัญญาณจากครูฝึก และกระโดดโชว์เหนือผิวน้ำได้อย่างแม่นยำ จนกลายเป็นขวัญใจของเด็กไทยในชั่วข้ามคืน ความโด่งดังของมันสะท้อนผ่านตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับยุคนั้น

ซินแบดมีมูลค่าประกันชีวิตสูงถึง 10 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวในปี 2517 ถือว่าสูงมหาศาล จนกลายเป็นข่าวใหญ่ของประเทศ และยิ่งตอกย้ำให้ซินแบดได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซุป’ตาร์ 10 ล้าน” วันเปิดการแสดงเพียงวันเดียว มีผู้ชมกว่า 4,000 คน หลั่งไหลเข้าสู่วังสราญรมย์ อัฒจันทร์แน่นขนัดไปด้วยครอบครัวและเด็ก ๆ ที่ต่างตื่นตาตื่นใจกับการแสดงอันแสนฉลาดของโลมาคู่ดังแต่ไม่มีใครคาดคิดว่า…เบื้องหลังเสียงปรบมือ จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่คนไทยจดจำมาจนถึงทุกวันนี้หลังการแสดงเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2517 ซินแบดเริ่มมีอาการอ่อนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ข่าวการตายของโลมาดาวเด่นสร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศยิ่งไปกว่านั้น “รอรี่” คู่แสดงของมัน มีอาการซึมเศร้า ไม่ยอมกินอาหาร และวนเวียนอยู่ในสระราวกับกำลังเฝ้ารอเพื่อนที่ไม่มีวันกลับมา ภาพดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผู้คนในยุคนั้นยังพูดถึงเมื่อซินแบดจากไป คำถามสำคัญก็เกิดขึ้นทันที มันตายเพราะอะไรกันแน่? ข้อสงสัยแรกพุ่งเป้าไปที่สระแสดงภายในวังสราญรมย์ ข้อมูลในขณะนั้นระบุว่า สระดังกล่าวอาจก่อสร้างผิดหลักสำหรับการเลี้ยงโลมา โดยแทนที่จะออกแบบให้ก้นสระลาดเอียงเพื่อรองรับการว่ายด้วยความเร็ว กลับสร้างเป็นอ่างซีเมนต์ผนังดิ่ง ขอบสระแข็ง ไม่มีการลบมุม อีกทั้งยังมีเหลี่ยมคมหลายจุด สระมีความลึกเพียงประมาณ 2 เมตร และกว้างเพียง 8 เมตร ซึ่งถูกมองว่าไม่เหมาะสมสำหรับสัตว์ทะเลที่ต้องใช้พื้นที่ในการเร่งความเร็วแลกระโดดแสดง มีรายงานว่า ระหว่างการแสดง ซินแบดมักพุ่งชนหรือฟาดตัวเข้ากับขอบอ่างหลายครั้ง จนเกิดบาดแผลสะสมบริเวณปาก ครีบอก และครีบหาง

นอกจากปัญหาด้านวิศวกรรมแล้ว เจ้าหน้าที่เทศบาลนครหลวงในขณะนั้นยังระบุว่า สระแสดงและอัฒจันทร์ถูกก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อีกสมมุติฐานหนึ่งก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน นั่นคือ ความเป็นไปได้ที่อาหาร โดยเฉพาะปลาบัตเตอร์ฟิช ซึ่งใช้เลี้ยงโลมา อาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือสารพิษ จนส่งผลต่อสุขภาพของซินแบด สองสมมุติฐาน… หนึ่งคือบาดแผลจากสระที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกหนึ่งคืออาหารที่อาจเป็นพิษ คำตอบที่แท้จริงจึงไม่อาจอาศัยเพียงข้อสันนิษฐาน หากต้องพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นของการผ่าชันสูตรซากโลมาที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติ ศาสตร์ประเทศไทย

การตายของ “ซินแบด” ไม่ได้จบลงพร้อมเสียงปรบมือวันสุดท้ายของการแสดง แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ด้านสัตวแพทยศาสตร์ทางทะเลที่ยังถูกกล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบัน ตอนต่อไป…จาก “นักแสดง” สู่ “อาจารย์ใหญ่” อมตะแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังการเสียชีวิตร่างของซินแบดไม่ได้ถูกฝังหรือส่งกลับต่างประเทศ หากแต่ถูกส่งเข้าสู่ห้องชันสูตรของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะกลายเป็น “อาจารย์ใหญ่” ของนิสิตสัตวแพทย์ และเป็นซากโลมาศึกษาที่ทรงคุณค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทย ติดตามตอนที่ 2 ได้ในฉบับวันเสาร์หน้า.

เขียนและเรียบเรียงข้อมูล โดย ผศ.สพญ.ภาวนา เชื้อศิริ
ประธานดูแลห้องพิพิธภัณฑ์กายวิภาคทางสัตวแพทย์
ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย