แม้การ “ตบก้นแมว” หรือการใช้มือตบเบา ๆ บริเวณโคนหางและสะโพกของแมวจะกลายเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้บ่อยในคลิปวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยหลายครั้งเจ้าของสัตว์เลี้ยงสังเกตว่าแมวมีท่าทางยกก้น โก่งหลัง ส่งเสียงคราง หรือเดินเข้ามาหาเพื่อขอให้ทำซ้ำอีก จนเกิดความเชื่อว่าแมวทุกตัวชื่นชอบการถูกตบหรือเคาะบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสัตวแพทย์และนักพฤติกรรมสัตว์ในหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถอธิบายแบบเหมารวมได้ เนื่องจากแมวแต่ละตัวมีความไวต่อการสัมผัสและมีความชอบแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยด้านบุคลิกภาพ ประสบการณ์ที่ผ่านมา และสภาพร่างกายในขณะนั้น

ข้อมูลจาก เพียวริน่า ระบุว่า บริเวณโคนหางเป็นหนึ่งในจุดที่มีความไวต่อการสัมผัสมากกว่าส่วนอื่นของร่างกาย แมวจำนวนไม่น้อยจึงตอบสนองต่อการลูบหรือการเคาะเบา ๆ ด้วยการยกสะโพกขึ้น ซึ่งในวงการพฤติกรรมสัตว์มักเรียกว่า “Elevator Butt” โดยเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของเส้นประสาทบริเวณดังกล่าว รวมถึงเป็นพื้นที่ที่แมวไม่สามารถดูแลหรือเลียขนได้สะดวกด้วยตนเอง เมื่อได้รับการสัมผัสที่เหมาะสมจึงอาจเกิดความรู้สึกสบายคล้ายการได้รับการนวดหรือการดูแลจากสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าแมวบางตัวเท่านั้นที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าว ขณะที่แมวอีกจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกเฉย ๆ หรือไม่ชอบการสัมผัสในบริเวณเดียวกันเลย

นอกจากนี้ นักพฤติกรรมสัตว์ยังอธิบายว่า การตอบสนองเชิงบวกต่อการสัมผัสบริเวณโคนหางไม่ได้หมายความว่าแมวต้องการแรงกระแทกหรือการตบอย่างรุนแรง ตรงกันข้าม งานเขียนทางสัตวแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้เพียงการลูบหรือเคาะเบา ๆ เท่า นั้น เพราะแมวสามารถเกิดภาวะถูกกระตุ้นมากเกินไป (Overstimulation) ได้เช่นเดียวกับการลูบตามส่วนอื่นของร่างกาย เมื่อการสัมผัสดำเนินต่อเนื่องนานเกินไป แมวที่เดิมมีท่าทีผ่อนคลายอาจเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดหรือไม่พอใจอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ชนิดนี้ที่มักมีขีดจำกัดในการยอมรับการสัมผัสจากมนุษย์แตกต่างกันในแต่ละตัว

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสามารถสังเกตได้จากภาษากายหลายรูปแบบ โดยข้อมูลจากวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ระบุว่า แมวที่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจอาจมีอาการหางฟาดไปมา รูม่านตาขยาย หูพับไปด้านหลัง กล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือหันมามองมือของผู้สัมผัสบ่อยครั้ง หากเจ้าของยังคงลูบหรือตบต่อไป แมวบางตัวอาจขู่ กัด หรือตะปบเพื่อยุติการสัมผัส การสังเกตสัญญาณเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยป้องกันทั้งความเครียดของสัตว์และการเกิดอุบัติเหตุจากพฤติกรรมป้องกันตัวของแมว

ขณะเดียวกัน สัตวแพทย์ยังเตือนว่าการตอบสนองผิดปกติต่อการสัมผัสบริเวณหลังส่วนล่างและโคนหางอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพบางประการได้เช่นกัน โดยเฉพาะภาวะ Feline Hyperesthesia Syndrome หรือกลุ่มอาการไวต่อการสัมผัสผิดปกติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท ผิวหนัง หรือพฤติกรรม แมวที่มีภาวะดังกล่าวอาจมีอาการผิวหนังสั่นกระตุกตามแนวหลัง ไล่งับหาง วิ่งแตกตื่นโดยไม่มีสาเหตุ หรือแสดงอาการเจ็บปวดเมื่อถูกแตะบริเวณโคนหาง ดังนั้น หากพบว่าแมวมีปฏิกิริยารุนแรงผิดปกติ เจ้าของไม่ควรสรุปว่าเป็นพฤติกรรมขี้เล่นหรือเป็นความชอบส่วนตัวของสัตว์ แต่ควรพาเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสัตวแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงอาจสรุปได้ว่า การตบก้นแมวสามารถทำได้ในกรณีที่เป็นการสัมผัสอย่างนุ่มนวลและแมวแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารู้สึกสบายหรือพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติต่อแมวทุกตัวด้วยวิธีเดียวกันไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากความชอบและความไวต่อการสัมผัสของแมวแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การพยายามเลียนแบบคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ แต่คือการเรียนรู้ภาษากายของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ตรงหน้า เคารพขอบเขตของมัน และหยุดการสัมผัสทันทีเมื่อพบสัญญาณของความไม่สบายใจ เพราะความเข้าใจในความต้องการของแมวแต่ละตัวถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างถูกต้องและปลอดภัย.