มะพร้าวผลแก่หรือ “มะพร้าวแกง” ถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปกะทิส่งออก และวิถีชีวิตการบริโภคในประเทศ จากรายงานคาดการณ์ล่าสุดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า ภาพรวมสถานการณ์มะพร้าวผลแก่ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยท้าทายด้านราคาที่เกษตรกรต้องตั้งรับอย่างเท่าทัน

จากตัวเลขพยากรณ์ล่าสุด  แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมมะพร้าวผลแก่ในภาพรวมของประเทศกำลังเติบโตขึ้นในทุกมิติ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ให้ผลผลิตมะพร้าวรวมทั้งสิ้น 820,741 ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1,556 ไร่ (ร้อยละ 0.19) คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตมะพร้าวแก่ทะลุ 608.717 ล้านผล เพิ่มขึ้นถึง 15.693 ล้านผล (ร้อยละ 2.65) เกษตรกรสามารถทำผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่ได้สูงถึง 742 ผลต่อไร่ (เพิ่มขึ้น 18 ผลต่อไร่ หรือร้อยละ 2.49)

ปรากฏการณ์ที่ผลผลิตมะพร้าวแก่ในปี 2569 เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้น เกิดจาก 2 ปัจจัยบวกหลัก ๆ ที่ส่งเสริมกัน คือ รอบการเก็บเกี่ยวของ “ต้นใหม่” พื้นที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ มาจากต้นมะพร้าวที่เกษตรกรเริ่มปลูกทดแทนหรือขยายพื้นที่ปลูกไปเมื่อปี 2564 ซึ่งใช้เวลาเติบโตจนได้อายุที่พร้อมทยอยให้ผลผลิตเป็นปีแรก โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งปลูกสำคัญในแถบภาคกลางและภาคใต้

สภาพอากาศที่เป็นใจและกระบวนการทางชีววิทยา ตลอดช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อเนื่องและกระจายตัวอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมะพร้าวมีความสมบูรณ์ สามารถสะสมอาหารได้เต็มที่ การออกจั่นและติดผลต่อทะลายจึงสูงขึ้น ที่สำคัญคือ “ช่วยลดอัตราการหลุดร่วงของผลอ่อน” ลงได้อย่างมาก

แม้ว่าตัวเลขรวมทั้งประเทศจะดูสวยหรู แต่ในสถานการณ์จริงช่วงกลางปี เกษตรกรกลับต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาพอากาศในบางช่วงที่มีความแปรปรวนและภัยแล้งระยะสั้น ส่งผลให้มะพร้าวที่ออกมามี “ขนาดผลค่อนข้างเล็ก” ตลาดมะพร้าวหัวขูด (ตลาดสด) ไม่ต้องการเท่าที่ควร ผลผลิตขนาดเล็กเหล่านี้จึงไหลเข้าสู่โรงงานแปรรูปกะทิพร้อม ๆ กัน จนเกินกำลังการผลิตชั่วคราว นำไปสู่การชะลอรับซื้อและทำให้ราคารับซื้อหน้าสวนบางช่วงปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6-7 บาทต่อลูก

หากมองทิศทางของมะพร้าวผลแก่ปี 2569 แสดงให้เห็นว่า “ไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณ แต่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านการบริหารจัดการคุณภาพและกลไกตลาด” ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ระยะสั้น โดยการขอความร่วมมือโรงงานกะทิให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ แล้วเร่งดูดซับผลผลิตในประเทศจำนวนกว่า 8.8 ล้านลูกเพื่อพยุงราคา