ด้วยเพราะ….ต้องมาเดือดร้อนจากการถูก “อายัดบัญชี” เนื่องจากถูกแจ้งว่าเป็นบัญชีม้า ทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร บางราย ทำมาหากินด้วยการเป็นแม่ค้าออนไลน์ แต่ถูกตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
วงเงินที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา บางราย ไม่ถึง 100 บาท กลับถูกอายัดบัญชีทั้งหมดที่เปิดด้วยบัตรประชาชน จนทำให้เดือดร้อน ทำมาหากินไม่ได้
แม้หลายรายยอมเสียเงิน เสียเวลา เพื่อแสดงความบริสุทธ์ ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องตามขั้นตอนเรียบร้อย แต่กระบวนการปลดล็อก การอายัดบัญชี ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน
สารพัดปัญหา ตามมา เพราะ ต้องทำมาหากิน ต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินสดสำรอง เมื่อถูกอายัดบัญชี 3 วัน ก็เดือดร้อนจะเอาเงินที่ไหนทำมาหากิน
ปัญหาลุกลามใหญ่โตกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินไทย เพราะเกิดปรากฎการณ์ข่าวสารทางโซเชียล ว่าไปถอนเงินสดออกจากแบงก์ เพราะกลัวถูกลูกหลง
ร้านค้ารายเล็กรายย่อย ที่กลัวถูกหางเลขไปด้วย เลิกที่จะรับ”โอนเงิน” ผ่านแอป เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าที่มาซื้อของ กินข้าว กินอาหาร มีเอี่ยวหรือเปล่า
ปัญหานี้จะลุกลามใหญ่โตแน่ หากข้อเท็จจริงที่ถูกต้องยังไม่ปรากฏให้ชัดเจน หรือตอบคำถามประชาชนคนไทยได้ทั้งประเทศ ได้ทุกเคส ทุกปัญหา
ที่สำคัญ!! อย่าลืมว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังงัดเอาโครงการ “คนละครึ่ง” เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนต.ค.นี้ เพื่อสร้างบรรยากาศการจับจ่ายซื้อของ ฟื้นกำลังซื้อในประเทศ
หากปัญหาบัญชีม้า ยังสร้างความโกลาหลอยู่เช่นนี้ โครงการคนละครึ่งจะไปถึงฝั่งฝันได้แค่ไหน? เพราะที่ผ่านมาบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ต่างก็หวาดกลัวกับโครงการนี้ ด้วยกลัวเรื่องการเสียภาษี ต่างถอนตัวไม่เข้าร่วมโครงการก็เยอะ
สถานการณ์โกลาหล ที่ออกมาในเวลานี้ อาจส่งผลกระทบไปยังโครงการเรือธงของรัฐบาลใหม่ ที่อาจทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจกระทบกระเทือนไปด้วย
“ธง” ที่ฝ่ายการเมืองปักเอาไว้ อาจไม่ได้รับการตอบสนอง จนกลายเป็นปัญหา เรื่องนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ที่สำคัญยังกลายเป็นความเชื่อมั่นในระดับชั้นรากหญ้า รากแก้ว ไปจนถึงคนชั้นกลาง
แม้เวลานี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความโกลาหลนี้ ”สงบ” โดยเร็วที่สุด ทั้งเรื่องของการจำกัดวงเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้บรรดา “รากฝอย” กระเทือน
หรือแม้แต่การให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งแบงก์ ทั้งตำรวจ เข้าไปประจำการที่ศูนย์ AOC ที่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อตอบปัญหาคาใจให้กับผู้ที่ถูกลูกหลง
แต่… ทั้งหมดเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะหลักใหญ่ใจความของเรื่องราวทั้งหมด คือ…การปราบบัญชีม้า และในข้อเท็จจริงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การวิวัฒนาการของมิจฉาชีพนั้นรวดเร็วเกินกว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการได้ทัน
แบบที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า…ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด ป้องกันวิธีนี้ ก็ไปโผล่วิธีอื่น จากการซื้อขายบัญชีม้า ก็เปลี่ยนเป็นการเช่าแทน และอีกมากมายสารพัดวิธีที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย
ต้องยอมรับว่าในเรื่องนี้ ที่จับจ้องในทุกเคส แม้เป็นเส้นเงินบาง ๆ จนทำให้กลายเป็นภาระที่มากเกินไปสำหรับประชาชน ตรงนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐที่มากเกินไปหรือไม่
ในข้อเท็จจริงแล้ว มาตรการรัฐ หรือการใช้อำนาจภาครัฐ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ แต่ในกรณีนี้” กระบวนการ” ต้องทบทวนโดยเร็ว เพราะเพียงแค่รับแจ้งทางออนไลน์ โดยไม่มีการตรวจสอบหลักฐานให้ชัดเจน ก่อนจะเดินหน้าสั่งอายัดบัญชี เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนไม่น้อย
เพราะ… ไม่เช่นนั้น ความโกลาหลก็บังเกิดเหมือนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับวงเงิน ที่เชื่อว่าผิดปกติ หากเล็กน้อยเกินไปจนไปกระทบกับคนที่ทำมาหากินแบบสุจริต ก็ไม่ควรเกิดขึ้นเช่นกัน
เหนืออื่นใด นอกจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ยังทำให้กระบวนการทำงานนั้นเสียเวลาโดยใช่เหตุ เพราะควรที่จะเลือกในกรณีที่มีผลกระทบต่อสังคมแบบเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่รายเล็กรายน้อย ก็โดนลูกหลงไปด้วย
กรณีนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียน ที่ทุกหน่วยงานต้องนำไปเรียนรู้ว่าการใช้อำนาจรัฐที่ถูกต้อง ต้องไม่ทำให้ผู้ที่บริสุทธิ์ ต้องเดือดร้อนไปด้วย และถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ต้องรีบปลดอายัดบัญชีให้รวดเร็วเหมือนกับการอายัดบัญชีด้วยเช่นกัน
สุดท้าย!! ก็ต้องมารอดูกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปจนถึงนโยบายเรือธงของรัฐบาลหรือไม่?
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



