ภายหลังการประท้วงต่อต้านการทุจริตและการว่างงานของเยาวชน ทำให้รัฐสภาเนปาลล่มสลาย และมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ชาวบ้านอย่างนายซานโตช ซูนาร์ ประสบความลำบากท่ามกลางความวุ่นวายในประเทศ


ซานโตช วัย 31 ปี ตกงาน และหางานอย่างสิ้นหวัง แต่เขากลับหวาดกลัววันที่จะมีงานทำ เพราะรู้ว่ามันอาจหมายถึงการแยกจากครอบครัว โดยทิ้งบุตรสาวไว้กับมารดาของเขา ขณะที่ภรรยาของเขาทำงานอยู่ในต่างประเทศแล้ว


กระนั้น ซานโตชไม่ใช่ชาวเนปาลคนเดียวที่ไม่มีโอกาสในการทำงานหลังจบการศึกษา โดยข้อมูลที่ “น่าตกใจ” จากเวิลด์แบงก์ หรือธนาคารโลก เผยให้เห็นว่า แรงงานของเนปาลในสัดส่วน 82% อยู่ในการจ้างงานนอกระบบ และ 20% ของชาวเนปาลที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ไม่มีงานทำ


เนื่องจากเนปาลมีโอกาสในการทำงานเล็กน้อย และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัว อยู่ที่เพียง 1,447 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 46,000 บาท) ชาวเนปาลหลายล้านคนจึงมองหางานในต่างประเทศ ส่งผลให้การโอนเงินจากต่างประเทศในปัจจุบัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพี ซึ่งเป็นอัตราสูงอันดับสี่ของโลก


อนึ่ง ข้อมูลของรัฐบาลกาฐมาณฑุ แสดงให้เห็นว่า ชาวเนปาลมากกว่า 839,000 คน จากประชากรทั้งหมดราว 30 ล้านคน เดินทางออกจากประเทศ เพื่อไปทำงานในต่างประเทศเมื่อปีที่แล้ว


การจัดการกับการทุจริตและการว่างงาน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของเนปาล ถือเป็นวาระสำคัญที่สุดของนางสุชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกาเนปาล วัย 73 ปี หลังเธอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจของเนปาล เมื่อช่วงกลางเดือนนี้


การประท้วงในเนปาล ปะทุขึ้นจากการแบนสื่อสังคมออนไลน์ และได้รับแรงหนุนจากปัญหาเศรษฐกิจที่มีมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้นายคัดกา ปราสาท ชาร์มา โอลี ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา


ทว่าหลังจากนั้น กลุ่มผู้ประท้วงก็เผาทำลายอาคารรัฐสภา และอาคารรัฐบาลที่สำคัญอีกหลายแห่ง ซึ่งการประท้วง 2 วันมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 72 ราย และผู้บาดเจ็บประมาณ 191 คน ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล


ด้านนางไมยา ซูนาร์ มารดาของซานโตช วัน 48 ปี ใฝ่ฝันถึงช่วงเวลาที่คนหนุ่มสาวไม่ต้องเลือกระหว่างอาหารกับครอบครัว แต่เธอก็เข้าใจดีว่า คนรุ่นใหม่ไม่มีทางเลือง


ขณะเดียวกัน นางกมลา ซูนาร์ เพื่อนบ้านของไมยา วัย 40 ปี ก็เผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีบุตรหลานอยู่เคียงข้างเช่นกัน เนื่องจากบุตรสาวคนเล็กของเธอ วัย 24 ปี ทำงานเป็นแม่บ้านในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และในตอนนี้ บุตรสาวคนโต ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว วัย 27 ปี หวังที่จะทำตามน้องสาวของเธอ โดยทิ้งบุตรสาวอายุ 2 ขวบไว้กับกมลา


“แม่เตือนฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับความคิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงานที่ยาวนาน และสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แต่ฉันจะมอบชีวิตแบบไหนให้กับลูกสาวได้ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าฉันทำงานหนักในต่างประเทศสัก 2-3 ปี และเก็บเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ลูกสาวของฉันอาจมีอนาคตที่สดใสก็ได้” บุตรสาวคนโตของกมลา กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP