“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถามความรู้งานก่อสร้าง“ใต้ดิน”ที่เชื่อว่ายากกับการสังเกตความผิดปกติด้วยสายตาของคนทั่วไปกับ รศ.ดร.วัชรินทร์  กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ควบคุมงานใต้ดิน เผยความยากที่สุดของงานใต้ดินคือ ความเสี่ยงเผชิญปัญหาที่คาดไม่ถึง ยกตัวอย่าง งานบนดิน เช่น การเทปูนหรือเคลียร์พื้นที่ อาจเห็นสภาพโดยรอบ แต่ใต้ดินมองไม่เห็นอะไรนอกจากข้อมูลที่เจาะสำรวจ ซึ่งเป็นการ“สุ่มเจาะ”ไม่ใช่ข้อมูลที่ละเอียดทุกตารางเมตร

ขั้นตอนเริ่มงานใต้ดิน อาทิ งานสร้างอุโมงค์จะมีแนวว่าลอดใต้ถนนไปเส้นทางใดบ้าง ก่อนเจาะสำรวจชั้นดิน ความลึกขึ้นอยู่กับความจำเป็น  เพื่อให้ทราบว่าเป็นชั้นดินประเภทใด  เช่น ด้านบนเป็นดินเหนียวแต่ลึกลง 5 เมตร เป็นชั้นดินทราย ลงไปอีก 5 เมตร เป็นดินเหนียว เป็นต้น

“ความยากของงานใต้ดิน คือ ความเสี่ยงเจอสิ่งไม่คาดคิด  กระบวนการทำงานจึงต้องแม่นยำ ขุดดินได้เท่าไหร่ ต้องนำชิ้นส่วนไปประกอบ ก็ต้องทำการเกราท์ คือ อัดฉีดน้ำปูนหรือน้ำยาระหว่างอุโมงค์กับชั้นดินที่เจาะ  ต้องทำเป็นลำดับ ข้ามขั้นตอนไม่ได้ และต้องสังเกตตลอดเวลา”

สำหรับมาตรฐานที่คนทำงานต้องระวัง เมื่อเจาะสำรวจต้องดูว่าเป็นไปตามที่คาดคะเนหรือไม่ เพราะอาจส่งผลต่อการออกแบบ การสร้างอุโมงค์ใต้ดินจะใช้การเจาะเป็นรู นำชิ้นส่วนคอนกรีตไปต่อให้เป็นวงกลม จะเห็นว่าอุโมงค์กับผนังอุโมงค์ไม่ได้เป็นชิ้นเดียวกันแต่เป็นชิ้นประกอบกัน ดังนั้น ต้องสังเกตสภาพดินอยู่ตลอดว่ามีความเสี่ยงหรือมีน้ำใต้ดินหรือไม่ ที่สำคัญควรติดตั้ง“Inclinometers” เครื่องวัดการเคลื่อนตัวในแนวราบของดิน เป็นอุปกรณ์ที่ฝังลงในดินแล้วศึกษาว่าเป็นไปได้ที่ดินจะเคลื่อนตัวหรือไม่  

“สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเราเจาะด้านล่างเป็นโพรงก็มีโอกาสที่ดินจะเคลื่อนตัว พอดินเคลื่อนตัวก็จะไปส่งผลต่อสิ่งก่อสร้างรอบข้างหรือไม่ ซึ่งตามหลักแล้วจะต้องมีการติดตั้งเครื่องมือวัดรอบ ๆ บริเวณและตรวจสอบระดับของน้ำใต้ดินด้วย”

แม้เป็น“ชั้นดินอ่อน”แต่การเจาะก็ทำได้ รศ.ดร.วัชรินทร์ ชี้รถไฟใต้ดินที่ลอนดอน ของอังกฤษอยู่มา 100 ปี ก็เป็นดินอ่อน เพียงแต่การก่อสร้างในดินอ่อนต้องทำให้เร็ว เจาะดินไปช่วงหนึ่งแล้วต้องรีบประกอบอุโมงค์

สำหรับข้อกังวลรถไฟใต้ดินที่สร้างเสร็จและเปิดใช้งานมานาน จะพังเหมือนกรณีหลุบยุบหรือไม่ ถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะจุดที่สร้างเสร็จและไม่มีปัญหาแถมใช้มานาน ตามหลักจะมีการสำรวจความปลอดภัยการใช้

ในมุมมอง วสท. แนะแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุงานใต้ดิน อย่างแรก คือ ต้องติด Inclinometers และมีคนคอยมอร์นิเตอร์เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงแม้การก่อสร้างจะเสร็จแล้วก็ตาม  ขณะเดียวกันคนที่ทำงานในอุโมงค์ ต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องสังเกตลักษณะอุโมงค์ที่ประกอบเสร็จว่ามีจุดน่าสงสัย หรือดินมีความผิดปกติหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่คาดคะเนไว้อาจต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคก่อสร้าง ให้เหมาะกับสภาพดิน

ทั้งนี้ ขณะสร้าง และเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ อาจต้องวัดการเคลื่อนตัวของดินให้ถี่ไว้ กระทั่งเห็นแล้วว่าไม่มีการเคลื่อนตัว ไม่มีปัญหา อาจเว้นได้ แต่ช่วงแรกต้องตรวจวันเว้นวัน ผ่านไปจึงขยายเป็นสัปดาห์ หรือเดือนละครั้ง สำหรับอุโมงค์ถูกออกแบบให้รับแรงดันดินและน้ำอยู่แล้ว ดังนั้น เวลาออกแบบก็ต้องเผื่อสภาพเลวร้ายที่สุด อย่างน้ำท่วม ดินอ่อน อุโมงค์ก็ต้องรับได้ 

เพียงสายตาคนทั่วไปจะสามารถสังเกตหากมีความผิดปกติเบื้องต้นได้บ้างหรือไม่(ทั้งระหว่างและหลังการใช้งานแล้ว) รศ.ดร.วัชรินทร์ ยอมรับว่ายากมาก  เพราะการเจาะดินทำอยู่ด้านล่าง เวลาดินเคลื่อนตัวก็เคลื่อนอยู่ข้างล่าง คนข้างบนจะไม่รู้ อย่างกรณีล่าสุดดินเคลื่อนตัวไปแล้วก็ไม่มีใครรู้ เพราะข้างบนยังดูปกติ แม้มีน้ำท่วมมาก็อาจเกิดจากท่อประปาแตกหรือจากน้ำฝน แต่ไม่ใช่เมื่อมีน้ำท่วมผิวถนนแล้วอุโมงค์จะพังเสมอไป คนที่ทำงานก่อสร้างจึงควรติดตั้งเครื่องมือให้ครบถ้วนตามหลักวิชาชีพวิศวกรรมจึงจะสังเกตได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

พร้อมมั่นใจว่างานก่อสร้างรถไฟใต้ดินที่ผ่านมาที่ใช้กันอยู่ประจำมีความปลอดภัย เพราะส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเคสล่าสุดอาจเกิดจากจุดรอยต่อ ไม่ใช่ปัญหาการออกแบบ

“คนทำงาน คนออกแบบ แล้วก็ลงมือสร้าง วิศวกรเมืองไทยทำได้สบาย  มีอุโมงค์อยู่เส้นหนึ่งทำเสร็จแล้วลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา และยังใช้งานปกติ  หรืออุโมงค์ในต่างประเทศที่สร้างมาเป็นร้อยปีตั้งแต่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าก็ยังอยู่ได้ ดังนั้น การออกแบบ การก่อสร้างไม่น่าเป็นห่วง เพียงแต่ระหว่างก่อสร้าง ต้องระมัดระวัง เอาใจใส่ มากน้อยแค่ไหน” รศ.ดร.วัชรินทร์ ทิ้งท้าย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน