วิกฤติอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งสแกมเมอร์ที่ฝังรากลึกในกัมพูชา กลายเป็นภัยคุกคามข้ามชาติซึ่งร้ายแรงที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจอาชญากรรม ภายหลังรัฐบาลกัมพูชาสั่งห้ามการพนันออนไลน์ เมื่อปี 2562 ธุรกิจบ่อนการพนันจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองสีหนุวิลล์ จึงแปรรูปอย่างรวดเร็วไปสู่ธุรกิจ “ศูนย์สแกมเมอร์” หรือที่รู้จักกันในชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หรือขบวนการคอลเซ็นเตอร์
รูปแบบการปฏิบัติการของศูนย์เหล่านี้อาศัยการค้ามนุษย์และแรงงานทาส เหยื่อถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานที่มีเงินเดือนสูง แต่เมื่อเดินทางถึงกัมพูชา พวกเขากลับถูกกักขัง บังคับให้ทำงานสแกม หากพยายามหลบหนีต้องเผชิญกับการทรมานอย่างโหดร้าย เช่น การทุบตีและใช้ไฟฟ้าช็อต หากไม่ทำยอดตามเป้าหมายหรือพยายามหลบหนี

อาคารกาสิโนที่มีอยู่เดิมถูกเปลี่ยนสภาพเป็นค่ายสแกมเมอร์ทั่วกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่อาชญากรรมข้ามชาติได้ “ปักหลัก” โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ซึ่งส่งสัญญาณถึงความบกพร่องของกลไกการบังคับใช้กฎหมาย และอาจรวมถึงการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายในระดับหนึ่งมาก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงการปรับรูปแบบอาชญากรรม แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าอาชญากรข้ามชาติมีความพร้อมทางโลจิสติกส์ และมีการสนับสนุนในท้องถิ่นที่ทำให้การดำเนินงานขนาดใหญ่นี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ความรุนแรงในกัมพูชาถูกยกระดับขึ้นเป็นวิกฤติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกครั้ง จากกรณีการลักพาตัวและการเสียชีวิตของพลเมืองเกาหลีใต้ปรากฏต่อสาธารณะ การเสียชีวิตของนักศึกษาชายชาวเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ซึ่งถูกพบศพที่จังหวัดกำปอต ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา เมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา
มีรายงานว่า เหยื่อถูกหลอกล่อด้วยข้อเสนองานปลอม และถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต จากภาวะหัวใจหยุดเต้น พร้อมกับมี “ร่องรอยการทรมานบนร่างกาย” ทั้งนี้ พื้นที่ภูเขาโบกอร์ ซึ่งเป็นจุดที่พบศพ เป็นที่รู้กันในกัมพูชาว่า คือแหล่งปฏิบัติการของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สามารถมองเรื่องนี้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมต่างประเทศทั่วไปได้อีกต่อไป สื่อเกาหลีใต้พาดหัวข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “กัมพูชาฆ่าความเชื่อใจ” และเตือนว่า หากรัฐบาลพนมเปญยังคงเพิกเฉยต่อรากเหง้าของอุตสาหกรรมสแกมที่ฝังลึกในประเทศ ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศที่สร้างมานานอาจพังทลาย ความรู้สึกของสาธารณชนเกาหลีใต้ที่มีต่อกัมพูชาจึงกลายเป็นการมองประเทศแห่งนี้เป็น ดิน”แดนเสี่ยงชีวิต”
สถิติคดีลักพาตัวพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชาได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 17 คดี เมื่อปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 220 คดี ในปี 2567 และพุ่งไปถึง 330 คดี ณ สิ้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงระดับความรุนแรงของวิกฤติและสะท้อนความล้มเหลวอย่างชัดเจนของกลไกการป้องกันและปราบปรามโดยกัมพูชา
เหยื่อชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะนักศึกษา ถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานที่มีค่าตอบแทนสูงเกินจริง การหลอกลวงส่วนใหญ่นี้เชื่อมโยงกับ “กลุ่มอาชญากรข้ามชาติ” ที่บริหารจัดการศูนย์สแกมออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกักขังเหยื่อเพื่อเรียกค่าไถ่หรือบังคับใช้แรงงาน ภายในศูนย์สแกมเมอร์ เหยื่อจะถูกบังคับให้ปฏิบัติการหลอกลวงทางการเงินอันซับซ้อนที่เรียกว่า “Pig Butchering” หรือ “เชือดหมู” หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์เพื่อหลอกให้เหยื่อลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล
ผู้ที่ถูกค้ามนุษย์มาทำงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ตกเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม แต่ยังต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่เยี่ยงทาส ผู้ที่พยายามขัดขืนหรือล้มเหลวในการสร้างรายได้จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยมีรายงานว่ามีการทรมานโดยการทุบตี และการใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าใน “ห้องทรมานเฉพาะ” ที่ถูกจัดเตรียมไว้ภายในศูนย์สแกมเมอร์ นอกจากนี้ ยังมีรายงานการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ตั้งแต่แรกเริ่ม โดยไม่ได้ต้องการแค่บัญชีธนาคารเท่านั้น
การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์อาชญากรรมที่มุ่งเป้าพลเมืองต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกาหลีใต้ยกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญและพื้นที่เสี่ยงสูง รวมถึงเมืองสีหนุวิลล์ เมืองปอยเปต และภูเขาโบกอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่มีการระบาดของศูนย์สแกมเมอร์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้พลเมืองพิจารณายกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางที่ไม่จำเป็นกับกัมพูชา

ผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน เนื่องจากภาพลักษณ์ของกัมพูชาในสายตาชาวเกาหลีใต้เปลี่ยนไป จากประเทศท่องเที่ยวราคาถูกเป็นประเทศที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต บริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งของเกาหลีใต้กล่าวเป็นเสียงเดียวกัน ว่าลูกค้าแห่ยกเลิกแพกเกจท่องเที่ยวกัมพูชา และยังมีแนวโน้มว่า จะขยายไปยังประเทศใกล้เคียงกับกัมพูชาด้วย
ความเชื่อมั่นที่ถูกทำลายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่ขยายไปถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ( เอฟดีไอ ) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาในระยะยาว หากรัฐบาลยังคงมองปัญหาเป็นเพียงคดีอาชญากรรมทั่วไปโดยไม่จัดการกับรากเหง้าของอุตสาหกรรมสแกมที่ฝังลึก
หลังเกิดกรณีพลเมืองเสียชีวิตและสถิติการลักพาตัวพุ่งสูง เกาหลีใต้ยกระดับการตอบสนองอย่างเป็นทางการ โดยเปลี่ยนจากการจัดการคดีในระดับกงสุลไปสู่การใช้เครื่องมือของรัฐบาลทั้งหมด ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้สั่งระดมทรัพยากรทุกด้าน ช่วยเหลือพลเมืองที่ถูกลักพาตัวและนำกลับประเทศโดยปลอดภัย แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของเกาหลีใต้ด้วย เนื่องจากพลเมืองเหล่านี้เดินทางออกไปร่วมกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
การที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ และที่สำคัญคือ หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลโซลประเมินสถานการณ์นี้ว่าไม่ใช่เพียงปัญหาอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นภัยคุกคามซึ่งมีโครงสร้างซับซ้อนระดับข้ามชาติ ที่อาจเชื่อมโยงกับเงาอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง
การตอบสนองที่แข็งกร้าวและเป็นระบบของเกาหลีใต้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่จัดการกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดการกับ ความเชื่อมั่นภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ การยกระดับปัญหานี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการรักษาเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองของเกาหลีใต้เองด้วย
ในส่วนของกัมพูชานั้น ปัญหาที่แท้จริงคือการเติบโตของ “เศรษฐกิจอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ฝังรากลึกในโครงสร้างอำนาจ รายได้ต่อปีจากกลุ่มอาชญากรที่ดำเนินธุรกิจสแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ระหว่าง 50,000 ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.62-2.44 ล้านล้านบาท ) เทียบเท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ทั้งหมดของกัมพูชา หรืออาจมากกว่านั้น
ตัวเลขมหาศาลนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมมืดนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมนอกกฎหมายทั่วไป แต่กลายเป็นองค์ประกอบเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อเศรษฐกิจบางส่วนของประเทศ การมีอยู่ของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์จึงสัมพันธ์โดยตรง กับความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมปัญหา
ด้านไทยถูกจัดอยู่ในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงสูง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไทยเป็นทั้งประเทศทางผ่านและฐานโลจิสติกส์ให้กับแก๊งสแกมเมอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา เหยื่อการค้ามนุษย์จากหลากหลายประเทศ รวมถึงชาวเกาหลีใต้ ถูกหลอกลวงให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ก่อนถูกลักลอบนำตัวข้ามพรมแดนไปยังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญคือความอ่อนแอในการควบคุมชายแดนและช่องโหว่ทางกฎหมาย ทำให้กลุ่มทุนสีเทาใช้พื้นที่ชายแดนไทยในการจัดหาทรัพยากรและแรงงาน การปฏิบัติการของอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้อาศัยความร่วมมือกับท้องถิ่นในพื้นที่ซึ่งอำนาจของรัฐนั้นอ่อนแอ เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง
ภัยคุกคามต่อไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นทางผ่านของการค้ามนุษย์เท่านั้น แต่ขยายไปสู่การแทรกซึมทางเศรษฐกิจ เงินสกปรกมหาศาลที่เกิดจากอาชญากรรมสแกมเมอร์กำลังถูกฟอกในไทยด้วย ผ่านธุรกิจที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย อาชญากรใช้กลไกการฟอกเงินที่ซับซ้อน เช่น การเข้าซื้อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการทุ่มตลาดตัดราคาธุรกิจสุจริตของคนไทย
น่ากังวลที่สุดคือการฟอกเงินขนาดใหญ่ผ่านการเข้าซื้อ หุ้นที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวพันกับสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ เช่น กลุ่มพลังงาน, การสื่อสาร, และโทรคมนาคม. การที่เงินสกปรกไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของชาติ ผ่านกองทุนหรือนอมินีต่าง ๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ การที่กลุ่มอาชญากรข้ามชาติสามารถเข้าถึงหรือชี้นำนโยบายของประเทศผ่านอำนาจทางการเงินและอำนาจรัฐที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเหล่านี้ ถือเป็นการคุกคามอธิปไตยทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง
การแก้ไขปัญหาเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัว และมีการกระจายปฏิบัติการทั่วภูมิภาค ไม่สามารถทำได้ด้วยการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานแต่ละแห่ง ทุกภาคส่วนต้องเสริมสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินงานร่วมกันและบูรณาการการปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดน หากขาดความร่วมมือเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ชายแดนที่อ่อนแอย่อมกลายเป็นฐานกึ่งถาวรของกิจกรรมผิดกฎหมายต่อไปในระยะยาว.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP



