ผู้สันทัดกรณีและคนวงใน กล่าวว่า การกวาดล้างศูนย์กลางการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่ฉาวโฉ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมียนมาเมื่อไม่นานมานี้ จุดชนวนให้เกิดการสรรหาพนักงานใหม่อย่างเร่งรีบ ขณะที่คนงานหลบหนีต่างพากันแห่ไปสมัครเข้าทำงานในโรงงานหลอกลวงที่อยู่ใกล้เคียง


ศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์ เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสูบเงินจากเหยื่อหลายราย มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ด้วยการหลอกลวงผ่านความรักและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า คนงานจำนวนมากถูกค้ามนุษย์เข้าสู่ “โรงงานนรกทางอินเทอร์เน็ต” แต่บางคนก็เต็มใจทำ เพราะเงินเดือนที่น่าดึงดูดใจ


แม้การบุกค้นโครงการ “เคเคพาร์ก” (KK Park) ในเมียนมา เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนมากกว่า 1,500 คน หลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย แต่หลายคนยังคงอยู่ในเมียนมา เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ในตลาดมืด


นายเจสัน ทาวเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส จากโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (จีไอ-ทีโอซี) กล่าวว่า นักต้มตุ๋นของเคเคพาร์กหลายคนถูกแก๊งอื่น “รับเข้าทำงานใหม่” ขณะที่บางคนมองหาสถานที่ใหม่เพื่อทำการหลอกลวง และพวกเขาอาจมองว่า “มันเป็นงาน”


อนึ่ง เครือข่ายการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลแบบไม่เปิดเผยตัวตน และการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างต่อเนื่องของเหยื่อที่อับอายขายหน้า ทำให้ความเสียหายที่เกิดจากศูนย์หลอกลวงประเมินได้ยาก


อย่างไรก็ตาม รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า เหยื่อในเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก ถูกหลอกลวงจนสูญเสียเงินมากถึง 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2566 และความเสียหายทั่วโลกน่าจะ “สูงกว่านั้นมาก”


พื้นที่ชายแดนของเมียนมา ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม และอยู่ภายใต้การปกครองแบบหละหลวม พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นแหล่งรวมศูนย์หลอกลวงที่อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ


ด้านรัฐบาลทหารเมียนมา ถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อศูนย์หลอกลวงที่แสวงหาผลประโยชน์ให้กับพันธมิตรกองกำลังติดอาวุธภายในประเทศ และเผชิญกับแรงกดดันให้ควบคุมตลาดมืด จากผู้สนับสนุนระหว่างประเทศอย่างจีน


ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ปฏิบัติการจู่โจมเมื่อเดือนที่แล้ว น่าจะอยู่ในวงจำกัดและได้รับการวางแผนเป็นอย่างดี เพื่อลดแรงกดดันในการดำเนินการโดยไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลกำไร แต่มันก็ทำให้ผู้คน 1,500 คน จาก 28 สัญชาติ หลบหนีเข้าสู่ประเทศไทย


ขณะเดียวกัน ผู้สันทัดกรณีคนหนึ่งประเมินว่า เคเคพาร์กมีคนงานอยู่ประมาณ 20,000 ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นชาวจีน และผู้หลบหนีมายังประเทศไทย น่าจะมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ยังอยู่ในเมียนมาก็ไม่ใช่ผู้ร่วมขบวนการที่เต็มใจเสมอไป


ภายหลังการหลบหนีออกจากนิคมเคเคพาร์ก สแกมเมอร์ชาวจีนคนหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียง กล่าวว่า กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ต่างพยายามหาเงิน โดยนักต้มตุ๋นที่ว่างงานถูกขายให้กับองค์กรอื่น ในราคาสูงถึง 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 ล้านบาท) แต่มันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า พวกเขาเป็นคนงานที่เต็มใจถูกจ้างงาน หรือเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์กันแน่.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP