“ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องคอมพิวเตอร์ล้นตลาด แต่เป็นพลังงาน และความสามารถในการสร้างให้เสร็จเร็วพอ ๆ กับพลังงาน เพราะถ้าคุณทำแบบนั้นไม่ได้ คุณก็อาจมีชิปจำนวนมากที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้” นายสัตยา นาเดลลา ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของไมโครซอฟท์ กล่าวในพอดแคสต์ล่าสุดกับนายแซม อัลต์แมน ซีอีโอของโอเพนเอไอ


ปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง ทุ่มเงินจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อสร้างแกนหลักของการปฏิวัติเอไอ โดยกูเกิล, ไมโครซอฟท์, แอมะซอน เว็บ เซอร์วิส (เอดับเบิลยูเอส) และเมตา ดึงเงินสำรองมหาศาลเพื่อใช้จ่ายประมาณ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13 ล้านล้านบาท) ในปี 2568 และมากกว่านั้นในปี 2569 ซึ่งขณะนี้ได้รับการสนับสนุนจากบรรดานักลงทุนที่กระตือรือร้น


เงินทั้งหมดนี้ช่วยบรรเทาปัญหาคอขวดเบื้องต้นประการหนึ่ง นั่นคือ การจัดหาชิปหลายล้านตัวที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันด้านพลังการประมวลผล และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีกำลังเร่งการผลิตหน่วยประมวลผลกลางภายในบริษัท เพื่อไล่ตามผู้นำระดับโลกอย่าง “เอ็นวิเดีย”


อย่างไรก็ตาม การสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในสหรัฐ ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 2 ปี ส่วนการนำสายไฟฟ้าแรงสูงเส้นใหม่มาใช้งาน ก็ใช้เวลานาน 5-10 ปี ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในซิลิคอนวัลเลย์ เล็งเห็นถึงอุปสรรคด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น


แม้งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ศูนย์ข้อมูลในสหรัฐ ซึ่งถูกกล่าวโทษว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟฟ้าครัวเรือนสูงขึ้น อาจคิดเป็น 7-12% ของการบริโภคทั่วประเทศภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจาก 4% ในปัจจุบัน แต่ผู้สันทัดกรณีบางคนกล่าวว่า การคาดการณ์ข้างต้น “อาจเกินจริง”


“ทั้งบริษัทสาธารณูปโภค และบริษัทเทคโนโลยี ต่างมีแรงจูงใจในการยอมรับการคาดการณ์ของการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” นายโจนาธาน คูมีย์ ผู้เชี่ยวชาญชื่อดังจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา พร้อมกับเตือนว่า ศูนย์ข้อมูลหลายแห่งที่ถูกพูดถึง ถูกเสนอ และถูกประกาศในบางกรณี อาจไม่มีวันถูกสร้างขึ้น


ตามข้อมูลจากสถาบันการเงินของสหรัฐ “มอร์แกน สแตนลีย์” หากการเติบโตที่คาดการณ์ไว้เกิดขึ้นจริง มันอาจทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงานถึง 45 กิกะวัตต์ ภายในปี 2571 ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนชาวอเมริกัน 33 ล้านครัวเรือน


อนึ่ง บริษัทสาธารณูปโภคหลายแห่งในสหรัฐ เลื่อนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไปแล้ว และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจ่ายพลังงานให้กับศูนย์ข้อมูล 40% ทั่วโลก ตามข้อมูลขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ก็ได้รับความนิยมอีกครั้ง เนื่องจากมันสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว


ขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ต่างลดความสำคัญของพันธกรณีด้านสภาพอากาศของตนเองอย่างเงียบ ๆ เช่น กูเกิลเคยให้สัญญาเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 แต่บริษัทลบคำมั่นดังกล่าวออกจากเว็บไซต์ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา


กระนั้น บริษัทต่าง ๆ กลับส่งเสริมโครงการระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น การฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ผ่านเตาปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก รวมถึงการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP