โดยเฉพาะ…ผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่เวลานี้กำลังโกลาหล หลัง “ทรัมป์” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบน“แอร์ฟอร์ซวัน“ที่จะใช้นโยบายภาษีเป็นตัวหลักกรณีการให้ประเทศไทยดำเนินการตามปฎิญญาไทย–กัมพูชา ที่มาเลเซีย
ณ เวลา นี้ ระเบิดลูกใหญ่กำลังหล่นทับใส่ “อนุทิน ชาญวีรกูล“ นายกรัฐมนตรี ในทุกทาง หลังเล่นบท “แข็งกร้าว” เพื่อต้องการจบปัญหากัมพูชาหลังเดินหน้าวางระเบิด จนทำให้พี่น้องทหารไทยต้องเสียขาเพิ่มขึ้นอีกเป็นขาที่ 7 และยังมีทหารที่ต้องได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก
ต้องยอมรับว่า รัฐบาลกำลังเผชิญบททดสอบ บทเรียน อันแสนยิ่งใหญ่ และอาจส่อเค้าลางไปจนถึงเก้าอี้รัฐบาล ที่วางกำหนดการไว้ว่าจะยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้คนไทยภายในเดือนม.ค.ปี 69
แม้!!!ทุกวันนี้ กระแสสังคมโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดน ต้องการให้รัฐบาล”จบ”ปัญหาความขัดแย้งนี้โดยเร็วที่สุด เพราะไม่ต้องการอยู่อย่างหวาดแระแวง ที่ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะสงบอย่างแท้จริงเมื่อใด
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า…”พายุใหญ่” จึงตกไปอยู่ที่รัฐบาล และผู้นำรัฐบาลอย่าง“อนุทิน” ที่ต้องใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อรักษาทั้งอธิปไตยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
อย่าลืมว่า “สหรัฐ” ถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีสัดส่วนส่งออกมากถึง 20.5% ล่าสุด 9 เดือน ปี 68 นี้ ไทยส่งออกไปสหรัฐ มีมูลค่า 52,176.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 28.6%
ที่สำคัญ…ยังเป็นการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกันมานานถึง 24 เดือน ซึ่งสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ
ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น
อย่างที่รู้กันว่า ด้วยมาตรการภาษีตอบโต้ ที่สหรัฐนำมาใช้กับทุกประเทศ ย่อมต้องทำให้บรรดาผู้นำเข้าของสหรัฐต้องเร่งออเดอร์ สินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ที่มูลค่าการส่งออกโดยรวมของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติศาตร์
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า ในช่วงที่เหลือจากนี้ การส่งออกไทยยังเติบโตต่อเนื่อง แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอลง จากภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และสถานการณ์การค้าโลก
อย่างไรก็ตามหากไทยยังสามารถรักษาการส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ที่การส่งออกไทยทั้งปีจะสามารถเติบโตได้ที่ 10.4%
ส่วนในปีหน้า ก็เป็นไปตามระเบียบ เพราะผลของมาตรการภาษี ย่อมส่งผลให้การส่งออกไทยลดลงตามไปด้วย โดยบางสำนักคาดการณ์ถึงขนาดที่ว่าอาจจะไม่ขยายตัวเลยด้วยซ้ำไป
ดังนั้น!!ความหวังของคนทั้งประเทศ จึงต้องฝากความหวังไว้กับ “การเจรจา” ของทีมไทยแลนด์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นหัวหน้าทีม
แต่…ในเมื่อสถานการณ์การเจรจายังต้องขึ้นอยู่กับตัวแปร อย่าง “ปฏิญญาไทย-กัมพูชา” ที่หัวหน้ารัฐบาลไทย ได้ขู่ฟ่อที่จะสะบั้นให้ฉีกขาด จากการละเมิดของฝ่ายตรงข้าม
ความหวัง ความสับสน จึงบังเกิด เพราะเวลานี้ทีมเจรจาอยู่ระหว่าง จัดทำในรายละเอียดทั้งหมด โดยมีความคืบหน้าไปบ้างในบางสินค้า
อย่างกรณี “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ที่ครม.ของนายอนุทิน เพิ่งไฟเขียวเห็นชอบให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน ไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา
แม้ว่าล่าสุด ประธานาธิบดี “ทรัมป์” ได้ประกาศยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าหลัก เช่น กาแฟ เนื้อวัว กล้วย และน้ำส้ม
การกลับลำของสหรัฐ ครั้งนี้ ก็เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันเกี่ยวกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น โดยการยกเว้นภาษีใหม่นี้ก็มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา
ความสับสนอลหม่าน ที่แฝงไว้ด้วยความวิตก กังวลในเวลานี้ คงหนีไม่พ้น…ที่ต้องขึ้นอยู่กับท่าทีและกลยุทธ์ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะงัดไม้ไหนออกมาเพื่อสยบปัญหาไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



