เรียกได้ว่า Clair Obscur: Expedition 33 กลายเป็นเกมที่มาแรงมาก ๆ ในปีนี้! เกมนี้เป็นเกมที่ผู้เล่นหลายคนจากทั่วโลกยอมรับว่ามีความโดดเด่นทั้งการนำเสนอ เกมเพลย์ และงานศิลป์เป็นอย่างมาก โดยตัวเกมยังการันตีความโดดเด่นด้วยการได้รีวิวในเชิงบวกเป็นอย่างมากผ่านทุกแพลตฟอร์มที่เกมเปิดให้เล่น รวมถึงยังคว้ารางวัลเกมสาขาต่าง ๆ จากทั่วโลก (และประเทศไทย) เป็นวงกว้าง พร้อมกับกลายเป็นหนึ่งในตัวเต็ง Game of the Year 2025 อีกด้วย
เดลินิวส์เกมมิ่ง จึงอยากใช้โอกาสนี้ในการ ‘รีวิว’ เกม ๆ นี้ให้ทุกคนที่อาจต้องการลองสัมผัส หรือเคยเล่นมาบ้างแล้วได้เข้าว่าตัวเกมนั้นเป็นอย่างไร อ่านต่อได้เลยที่นี่!
เกี่ยวกับเกม

Clair Obscur: Expedition 33 เป็นเกม RPG สไตล์ผลัดเทิร์น (Turn-based) ที่พัฒนาโดยสตูดิโอฝรั่งเศส “Sandfall Interactive” และจัดจำหน่ายโดย Kepler Interactive โดยวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ 24 เมษายน 2025 บน PlayStation 5, Xbox Series X|S, Windows และรวมอยู่ใน Xbox Game Pass ด้วย เกมนี้มีความโดดเด่นในการผสมผสานระหว่างระบบผลัดเทิร์นแบบคลาสสิก กับองค์ประกอบเรียลไทม์ ทำให้การต่อสู้มีจังหวะและความตื่นเต้นที่ต่างออกไปจากเกม RPG หลายเกม!
เกมตั้งอยู่ในโลกแฟนตาซีสไตล์ Belle Époque (The Beautiful Era) หรือห้วงเวลาที่ความงดงามของศิลปะและเทคโนโลยีผสานกับความลึกลับ ผู้เล่นจะได้ติดตามเรื่องราวของ ‘คณะ Expedition 33’ ที่ออกตามล่าสิ่งลี้ลับที่เรียกว่า “Paintress” ผู้สร้างปรากฏการณ์ “Gommage” ที่จะลบอายุของมนุษย์ออกเมื่อเวลาผ่านไป โดยชื่อของเกม (Clair Obscur) ยังสื่อถึง “ความสว่างและความมืด” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของทั้งภาพและเนื้อเรื่องในเกมนี้ด้วย!
สไตล์ของเกมเพลย์

การเล่นเกมนี้ จะแบ่งเป็นสองรูปแบบหลัก คือ “การสำรวจ” และ “การต่อสู้” โดยผู้เล่นจะได้พบ NPC เควสค์ย่อย และสิ่งแวดล้อมต่าส ๆ ที่สะท้อนเบื้องหลังของ Expedition 33 อย่างชัดเจน ส่วนการต่อสู้ จะใช้ระเมนูตัวเลือก ระหว่างการโจมตี ใช้ไอเทม หรือใช้สกิล โดยมีการเสริมระบบ Quick-Time Event (QTE) หรือการตอบสนองแบบเรียลไทม์ เช่น การ Parry ที่ต้องกะจังหวะให้พอดี หากผู้เล่นทำสำเร็จ ก็จะได้ผลตอบแทนเป็น Ability Points หรือโอกาสในการโต้กลับ ทำให้เกมนี้มีความท้าทายกับผู้เล่นที่ชอบการเล่นเชิงกลยุทธ์และเน้นความว่องไว
Key Features ของเกม

– การต่อสู้แบบผสมระหว่างระบบ Turn-based และ Real-time interaction: ตัวเกมจะมีระบบ Turn-based (ผลัดเทิร์น) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก ผสานไปด้วยองค์ประกอบเรียลไทม์แบบ QTE (Quic-Time Events) ขณะใช้สกิล นอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถหลบหลีก ปะทะ และ Parry ในช่วงรอบของศัตรูได้ ทำให้ผู้เล่นสามารถโต้ตอบกับการเล่นได้ตลอดเวลา
– ระบบ Ability Points, Stamina และ Break: การโจมตีระยะประชิด จะช่วยสะสมค่าความสามารถ (Ability Points) เพื่อใช้สกิลระยะไกลหรือท่าอัลติเมต ส่วนระบบ Stamina จะช่วยให้เกิดสถานะ “Break” (ทำให้ชะงักชั่วคราว) กับศัตรูได้ ซึ่งเป็นอีกแกนสำคัญของการต่อสู้เชิงกลยุทธ์ในเกมนี้
– มุมมองบุคคลที่สามสำหรับท่าโจมตีระยะไกล: ท่าโจมตีบางประเภทจะต้องเล็งเป้าหมาย สไตล์การเล่นจะคล้ายกับการเล่นเกมแนว TPS (Third Person Shooter)
เสริมด้วยศาสตร์ของศิลป์อันทรงพลัง!

เกมนี้มีการนำกศิลปะการวาดสไตล์ “Chiaroscuro” หรืองานศิลป์สไตล์ค่าต่างแสง มาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกงานภาพ ด้วยเทคนิคการจัดแสงเงาในจิตรกรรม ทำให้ผู้เล่นบางคนเริ่มให้ความสนใจกับงานศิลป์หรือภาพวาดยุคเก่าของฝรั่งเศส จนกลายเป็น
ในส่วนของเพลงประกอบของเกมนี้ จะแต่งขึ้นโดย Lorien Testard โดยเพลงของเขานั้นมีท่วงทำนองชวนติดหู ทำให้เพลงประกอบของเพลงที่ใช้ในเกมนี้มีความโดดเด่น เหมือนได้ย้อนกลับไปใน ‘ยุคแห่งความสวยงาม’ (Belle Époque) ของฝรั่งเศสอีกครั้ง นอกจากนี้ เพลงประกอบต่าง ๆ ยังมีการดัดแปลงเป็นรูปแบบแผ่นไวนิลและซีดี เหมาะสำหรับผู้เล่นและนักสะสม และยังเป็นการสะท้อนว่าผู้พัฒนาเกมก็มีความตั้งใจที่อยากจะให้ผลงานเพลงของเกมนี้เป็น “ผลงานศิลป์ที่ฟังได้จริง” ทำให้แฟนเพลงอาจเข้ามาให้ความสนใจกับตัวเกมได้อีกด้วย!
นักแสดงที่เข้ามามีส่วนร่วมก็โดดเด่นและน่าจดจำไม่แพ้กัน!

สำหรับการแสดงและการให้เสียงตัวละครในเกมนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตัวเกมมีความโดดเด่น โดยทางผู้พัฒนาเกมมีการคัดเลือกนักแสดงหลายคนเข้ามาสวมบทบาทเป็นตัวละครที่ ไม่ว่าจะเป็น
– Charlie Cox ผู้รับบท Matt Murdock ในซีรีส์ Daredevil มาให้เสียงตัวละคร “Gustave”
– Jennifer English ผู้เคยมีประสบการณ์ให้เสียงตัวละคร Shadowheart ในเกม Baldur’s Gate III มาให้เสียงตัวละคร “Maelle”
– Ben Starr ผู้เคยมีประสบการณ์ให้เสียงตัวละคร Clive ในเกม FINAL FANTASY XVI (เวอร์ชันภาษาอังกฤษ) มาให้เสียงตัวละคร “Verso”
– Andy Serkis ผู้ให้เสียงตัวละคร Caesar ในแฟรนไชส์หนัง Planet of the Apes มาให้เสียงตัวละคร “Renoir”
นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงรวมถึงทีมงานอีกมากกว่า 40 คนที่เข้ามาร่วมให้เสียงตัวละครต่าง ๆ ในเกมและสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาได้ด้วย ทำให้ตัวละครต่าง ๆ ในเกมนั้นสะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาไปหาผู้เล่นอย่างจริงจัง
จุดเด่นและจุดด้อยของเกม

เราบอกได้อย่างชัดเจนว่างานศิลป์ของเกมนั้นคือความประทับใจแรก ๆ ของเรา (และผู้เล่นหลายคน) อย่างจริงจัง ด้วยบรรยากาศสุดเข้มข้นและโดดเด่นตามสไตล์ยุค Belle Époque จนทำให้เรารู้สึกได้เลยว่ากำลังสัมผัสกับงานศิลป์ที่เคลื่อนไหวได้ มากกว่าจะเป็นเกมเสียอีก! ส่วน ระบบการต่อสู้เป็นเอกลักษณ์: ผสมเทิร์นเบสกับปฏิสัมพันธ์เรียลไทม์ได้ลงตัว
ส่วนจุดด้อยของเกมคือ ระบบ Open World ของเกมนี้อาจไม่ได้มีสิ่งที่ผู้เล่นสามารถโต้ตอบหรือสำรวจได้มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ เกมในแนวเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้เล่นใหม่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จังหวะการกด QTE และ Parry ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาเกมใส่เข้ามาเพื่อท้าทายผู้เล่น แต่ถ้าเราได้เล่นไปสักระยะหนึ่งแล้ว ก็อาจคุ้นเคยกับระบบเหล่านี้ได้บ้าง
บทสรุป

สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมแนว RPG ที่มีเนื้อหา งานศิลป์สไตล์ยุคเก่า เพลงประกอบโดดเด่น และเกมเพลย์ที่เข้าใจได้ไม่ยาก เกม Clair Obscur: Expedition 33 คือตัวเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับคุณ! เพราะเกมนี้ได้ใส่มิติทางวัฒนธรรมมารวมเข้ากับความเป็น RPG ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยทางทีมผู้พัฒนาเกมยังให้ความสำคัญกับฟีดแบ็กของผู้เล่นและปรับปรุงเกมอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ด้วย ทำให้เราทุกคนจะยังได้เห็นคอนเทนต์ใหม่ ๆ ของเกมนี้ในอนาคตกันอย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ Clair Obscur: Expedition 33 เป็นเกมที่มีชื่อเข้าชิงรางวัล The Game Awards ประจำปี 2025 มากถึง 12 สาขา! หากใครไม่เคยลองเกมนี้ ก็ไปหาลองเล่นได้แล้วบน PlayStation 5, Xbox Series X|S, Windows และ Xbox Game Pass ส่วนใครที่เล่นเกมนี้แล้วชอบ ก็สามารถไปร่วมโหวดรางวัลต่าง ๆ ที่เกมนี้เข้าชิงกันได้เลย!
หมายเหตุ: เดลินิวส์เกมมิ่ง ได้ทดลองเล่นและทำรีวิวเกม Clair Obscur: Expedition 33 โดยไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากบุคคลภายนอก
——————————————–
THE GAMER LIFE / Dailynews Gaming Exclusive Content
บทความโดย: ภาริช ต่อพิมาย (FLINT)
ขอฝากทุกท่านเข้าไปติดตามเพจ Facebook อย่างเป็นทางการของ Dailynews Gaming – เดลินิวส์เกมมิ่ง เพื่อติดตามข่าวสารและคอนเทนต์คุณภาพเกี่ยวกับวงการเกมกันได้!



