ที่สำคัญ… ไม่ใช่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย

อาจเรียกได้ว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรจะเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดในโลกด้วยซ้ำไป

แม้ที่ผ่านมาทุกภาคส่วน ได้พยายามอย่างยิ่งยวดในทุกทาง เพื่อทำให้ปัญหานี้ทุเลาเบาบางลงไป แต่จนแล้วจนรอด จนถึงทุกวันนี้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ยังไม่ได้ลดน้อยถอยลง

ดังนั้น…การรวมตัวกันของภาคธุรกิจในไทยกว่า 2 แสนแห่ง ที่ลุกขึ้นมาเพื่อต่อต้านปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่มีอยู่ทั่วทุกสารทิศ มีอยู่ทั่วทุกวงการ จึงถือเป็นการจุดประกาย ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้หันมาร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

แต่การ ตีโป่ง” ในครั้งนี้ จะเป็นผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป เพราะความพยายามนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่การรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ได้เกิดขึ้นมานานถึง 13 ปีแล้ว

ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 6 ก.ย.ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติของไทย ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะรวมตัวและร่วมกันแสดงพลังเพื่อต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความพยายามที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้ปัญหานี้คลี่คลายลงไปได้ ต่อให้ผ่านมานานเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วก็ตาม

มานะ นิมิตรมงคล” เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ระบุถึงสาเหตุของปัญหาเกิดจากกลโกงใน 3 ประเภท คือ การโกงหลวง  การฉ้อราษฎร์ และการกัดกินกันเอง

โดยการ โกงหลวง” ส่วนใหญ่เป็นเงินทอนในการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีมูลค่า 2-3 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่วเป็นความสูญเสียจากเงินทอนหรือเงินใต้โต๊ะในอัตราเฉลี่ย 20-30% ของงบลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการเอาเปรียบรัฐ ทั้งการที่หน่วยงานรัฐให้การอุดหนุนเอกชนเกินความจำเป็น การขยายอายุสัมปทานให้เอกชนอย่างไม่เหมาะสม การเอื้อให้เอกชนเพียงรายเดียว  การนำทรัพยากรของภาครัฐไปเอื้อให้เอกชน ในรูปแบบต่าง ๆ

รวมทั้งการขโมยหรือการยักยอกเงินหลวง การโกงเงินอุดหนุน ที่พบเห็นกันอยู่ดาษดื่น ทั้งกรณีเงินทอนวัด  การทุจริตในเงินทุนหมุนเวียน

ขณะที่การ ฉ้อราษฎร์” เช่น เงินแปะเจี๊ยะ  ส่วย ค่าวิ่งเต้นล้มคดี สินบนและส่วยจากเศรษฐกิจนอกระบบ ที่มีมูลค่าในแต่ละปีมากถึง 1.7 ล้านล้านบาท แค่จ่ายส่วยหรือสินบนเพียง 5% ก็เป็นเงินมากถึง 85,000 ล้านบาทต่อปีเข้าไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสินบนครัวเรือน เมื่อไปติดต่อหน่วยราชการ ที่ต้องยอมควักจ่ายใต้โต๊ะ เพื่อแลกกับความสะดวก เร่งเวลา ลดขั้นตอน เหล่านี้ มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกันยังมีสินบนและส่วยจาภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ “ต้องจ่าย” เพื่อความอยู่รอดหรือความได้เปรียบ สินบนเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ได้รับการอนุมัติ หรือกินหัวคิวแรงงานต่างด้าว เหล่านี้ก็คิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 1 แสนล้านบาท

ส่วนที่ กัดกินกันเอง”  ก็เป็นประเภทเงินสินบน เงินค่าวิ่งเต้น เพื่อปูทางให้ก้าวไปถึงตำแหน่งที่ตัวเองต้องการ หรือก้าวไปสู่ดวงดาว

สารพัดสารพันของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเหล่านี้ ในแต่ละปีต้องสูญเสียและเสียหายรวมๆกันแล้ว คิดเป็นเงินประมาณปีละ 5 แสนล้านบาท

นี่… ยังไม่รวมความเสียหายทางอ้อม อย่าง นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุน ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้สินค้าและบริการ ต้องมีราคาแพง อย่างที่ไม่ควรจะเป็น

สุดท้าย!! คนที่เดือดร้อน และต้องยอมรับกรรมที่ไม่ได้ก่อ ก็หนีไม่พ้น “คนจน”….

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่