รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การแบนดังกล่าว ซึ่งเป็นนโยบายแรกของโลก ที่ได้รับความนิยมจากผู้ปกครองจำนวนมาก มีวัตถุประสงค์เพื่อลด “แรงกดดันความเสี่ยง” ที่เด็กอาจเผชิญบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมาจากการออกแบบที่ส่งเสริมให้พวกเขาใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น ควบคู่กับการนำเสนอเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา


การศึกษาที่มอบหมายโดยรัฐบาลแคนเบอร์รา เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ระบุว่า เด็กชาวออสเตรเลียอายุ 10-15 ปี ในสัดส่วน 96% ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และเด็ก 7 ใน 10 คน เคยพบเห็นเนื้อหาและพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ตั้งแต่การเกลียดชังผู้หญิง ไปจนถึงคลิปวิดีโอการต่อสู้ รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย


ยิ่งไปกว่านั้น เด็ก 1 ใน 7 คน ยังรายงานว่า พวกเขาเคยประสบกับพฤติกรรมแบบล่อลวง จากผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีอายุมากกว่า อีกทั้งเด็กในสัดส่วนมากกว่า 50% กล่าวว่า พวกเขาตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์


จนถึงขณะนี้ รัฐบาลออสเตรเลียระบุชื่อแพลตฟอร์ม 9 แพลตฟอร์ม ที่จะรวมอยู่ในคำสั่งห้าม ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม สแนปแชต เทรดส์ ติ๊กต็อก เอ็กซ์ ยูทูบ เรดดิต และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง “คิก” แต่ถึงอย่างนั้น รัฐบาลก็อยู่ภายใต้แรงกดดันให้ขยายการแบนครอบคลุมเกมออนไลน์ ส่งผลให้แพลตฟอร์มอย่างโรบล็อกซ์ และดิสคอร์ด เพิ่มการตรวจสอบอายุในบางฟีเจอร์เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบน


อนึ่ง รัฐบาลแคนเบอร์รา ระบุว่าจะทบทวนรายชื่อแพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบต่อไป และจะพิจารณาเกณฑ์หลัก 3 ประการ ได้แก่ วัตถุประสงค์หลักหรือวัตถุประสงค์สำคัญของแพลตฟอร์ม คือ การทำให้มีการโต้ตอบทางสังคมออนไลน์ ระหว่างผู้ใช้งาน 2 คนหรือมากกว่าหรือไม่, แพลตฟอร์มอนุญาตให้ผู้ใช้งานโต้ตอบกับผู้ใช้งานบางคนหรือทั้งหมดหรือไม่ และแพลตฟอร์มอนุญาตให้ผู้ใช้งานโพสต์เนื้อหาได้หรือไม่


แม้เด็กและผู้ปกครองจะไม่ถูกลงโทษจากการละเมิดคำสั่งห้ามนี้ แต่บริษัทสื่อสังคมออนไลน์จะเป็นผู้รับผิดชอบ และในกรณีที่ละเมิดคำสั่งอย่างร้ายแรงหรือซ้ำซาก บริษัทจะถูกปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,610 ล้านบาท)


รัฐบาลออสเตรเลียระบุเสริมว่า บริษัทเหล่านี้ต้องดำเนินขั้นตอนที่สมเหตุสมผล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์ม และใช้เทคโนโลยียืนยันอายุผู้ใช้งาน โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นเทคโนโลยีใด


อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์หลายคนโต้แย้งว่า แม้คำสั่งห้ามจะมีผลบังคับใช้อย่างเหมาะสม แต่มันจะไม่ช่วยลดอันตรายทางออนไลน์ต่อเด็กได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเว็บไซต์หาคู่ แพลตฟอร์มเกม และแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ไม่ได้รวมอยู่ด้วย


ขณะที่บางคนชี้ให้เห็นว่า วัยรุ่นที่พึ่งพาสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเข้าถึงชุมชน จะถูกแยกออกจากสังคม พร้อมกับเสริมว่า การให้ความรู้แก่เด็ก ๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ จะมีประสิทธิภาพมากกว่า


นอกจากนี้ นักวิจารณ์ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการรวบรวมและการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการจัดการข้อมูลผิดพลาด เนื่องจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ พยายามตรวจสอบอายุของผู้ใช้งาน


กระนั้น รัฐบาลออสเตรเลียยืนกรานว่า กฎหมายฉบับนี้มี “มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวด” ซึ่งกำหนดไว้ว่า ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด นอกจากการตรวจสอบอายุ และต้องถูกทำลายทิ้งทันทีที่ดำเนินการเสร็จสิ้น ซึ่งการละเมิดกฎหมายข้างต้น “มีบทลงโทษขั้นรุนแรง”.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES