พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า แนวทางของเอ็นทีจากนี้จะเน้นบริหารต้นทุน การใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน และลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยได้ปรับลดงบลงทุนเหลือ 4-5 พันล้านบาท เน้นลงทุนเฉพาะโครงการที่จำเป็นและมีศักยภาพสร้างรายได้ชัดเจน โดยเฉพาะสายงานดิจิทัล เช่น ระบบคลาวด์ภาครัฐ และโครงการเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิดประโยชน์จะถูกนำมาพิจารณาบริหารจัดการหรือให้เช่าระยะยาว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและภาษี สำหรับธุรกิจเน็ตบ้านหรือบรอดแบนด์ ถือเป็นพอร์ตรายได้หลักคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของรายได้รวม มีฐานลูกค้า ประมาณเกือบ 2 ล้านราย และมียอดผู้ลูกค้าใหม่ประมาณ 200,000 รายต่อปี โดยได้โอนงานบริการหลังการขายทั้งหมดให้แก่บริษัทลูกคือ บริษัท เอ็นที โอเอส เข้ามาดูแลแบบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้คุณภาพบริการแปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัจจุบัน มีฐานผู้ใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านราย นโยบายหลังจากนี้จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะค่าบริการเชื่อมข้ามโครงข่าย พร้อมปรับกลยุทธ์ออกแพ็กเกจที่เน้นการใช้งานบน เครือข่าย 4จี เจาะกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นความคุ้มค่า เพื่อคุมระดับค่าใช้จ่ายให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม นอกจากนี้ เอ็นทีเปิดหาพันธมิตรในด้านต่างๆ รวมถึงการเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ โดยอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากบอร์ด ขณะที่ธุรกิจดาวเทียม ก็จะมีการจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่ เพื่อให้บริการ ในช่วงปลายปีนี้
พ.อ.สรรพชัย กล่าวต่อว่า สำหรับผลประกอบการรอบ 6 เดือนแรก ขาดทุน 1,100 ล้านบาท จากการที่สัญญาพันธมิตรสิ้นสุดลง จากเดิมมีกำไรพันธมิตรปีละ 10,000 ล้านบาท โดยคาดสิ้นปีคาดว่าผลประกอบการขาดทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าแผนที่ตั้งไว้ว่าจะขาดทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท จากการลดค่าใช้จ่าย และปรับโครงสร้างหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน จนเป็น “วัน เอ็นที” ขระเดียวกันก็เปิดเกษียณอายุก่อนกำหนดต่อเนื่อง โดยในสิ้นปีนี้ จะมีพนักงานต่ำกว่า 1 หมื่นคนเป็นครั้งแรก โดยตาดว่าภายในอีก 2 ปี หรือปี 71 เอ็นทีจะกลับมามีผลปรกอยการกำไรได้ประมาณ 1,000. ล้านบาท



