สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้โครงการ Thailand’s Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ”
โดย สวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER เปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัยและบริจาคฟรีตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้กลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล คำนวณง่ายๆ วัดผล “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” เพราะไม่ต้องนำขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วหักลบด้วย “คาร์บอนระหว่างทาง” เช่น ไฟฟ้าที่ใช้ในการเก็บรักษา น้ำมันจากการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหาร ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand’s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ทางด้าน นางจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง
สวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER (T-VER-S-METH-09-09) หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธินำการกอบกู้อาหารส่วนเกินมาคิดเป็น “คาร์บอนเครดิต” ได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ โดยหลักการคำนวณจะคิดจาก “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย “คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง” ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร การขนส่งเพื่อส่งต่ออาหาร การนำมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน
ทั้งนี้อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน
โดยตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกิน คือโอกาสใหม่ของประเทศ เพราะจากการศึกษาและทำงานวิจัยร่วมกับเครือข่าย พบว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากเราสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินนี้ให้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร”

ล่าสุด คณะทีมวิจัยจาก TIIS เอ็มเทค สวทช. ได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางการยกระดับระเบียบวิธีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย
การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานในประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค สวทช. พร้อมผลักดันโมเดล Thailand’s Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ “มูลค่าคาร์บอนใหม่” สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย สวทช. พร้อมนำงานวิจัยและเทคโนโลยีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ



