พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เคยเงียบเหงาหลายปี บัดนี้กลายเป็นที่จับตามองของสังคมอีกครั้ง หลังจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคฯ คนที่ 7 คืนสู่รังสีฟ้า และได้รับเลือกตั้งให้กลับมาเป็นผู้นำพรรคฯ รอบใหม่ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” สนทนากับ “หัวหน้าอภิสิทธิ์” ถึงภารกิจนำพาพรรคฯ ฝ่าฟันโจทย์ยากกว่าทุกครั้ง ทั้งการฟื้นฟูพรรค และการเตรียมพร้อมสู้ศึกใหญ่หลังการยุบสภาที่กำลังจะมาถึง และนำไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า สัญญาณเตรียมการยุบสภามาจากข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในการก่อตั้งรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งระบุว่าจะต้องมีการยุบสภาภายในวันที่ 31 ม.ค.2569 และมีข้อตกลงว่าจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วย เพื่อนำไปสู่การเตรียมจัดทำประชามติในวันที่มีการเลือกตั้งสส. และหากเงื่อนไขนี้ผ่านพ้นไป ก็ไม่มีอะไรให้ต้องรอถึงวันที่ 31 ม.ค.2569 ถ้ารัฐบาลอยากยุบสภา ก็ทำได้ แต่จะมีประเด็นเรื่องการตรวจสอบ ซึ่งฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ มีข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงมีหน้าที่ตรวจสอบตามระบบรัฐสภา แต่นายกรัฐมนตรีขู่ว่าถ้าจะเปิดอภิปรายรัฐบาลและมีการลงมติ จะยุบสภา ผมไม่อยากให้คนที่เป็นผู้นำในระบบรัฐสภาคิดแบบนี้ เพราะผู้นำต้องทำหน้าที่ด้วยการรักษาความไว้วางใจให้ได้

@ ไทม์ไลน์การเมืองเวลานี้ ใกล้จะถึงวันยุบสภา ปชป.มีความพร้อมแค่ไหนสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่
พรรคการเมืองก็ต้องมีความพร้อมเสมอ ผมทราบอยู่แล้วว่าเมื่อผมเข้ามาใหม่ ก็ต้องทำงานแข่งขันกับเวลา เพราะพรรคอื่นอาจมีโอกาสเตรียมการหลายเรื่องมาก่อนหน้า เพราะเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับปชป. ขณะนี้เราทำเต็มที่ เชิญชวนคนที่อยากเห็นการเมืองดีๆ อยากเอาความดีของตัวเองมาช่วยการเมือง ให้เขามาสมัคร ซึ่งเราจะปิดรับผู้ประสงค์ลงสมัครสส.ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ จากนั้นเราจะเร่งรัดกระบวนการสรรหาผู้สมัครให้ครบถ้วนตามกฎหมาย
ส่วนเรื่องนโยบายของพรรคฯ เรากำลังเร่งเต็มที่ โดยเป็นนโยบายที่มาจากกระบวนการรับฟัง ควบคู่กับการพูดถึงปัญหาหลักๆ ของประเทศ ซึ่งเรื่องสำคัญที่สุด คือการนำเอาความสุจริตกลับมาอยู่ในระบบของบ้านเมือง เพราะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทำลายทุกระบบ ทำลายความไว้วางใจในสังคม ทำลายพื้นฐานของเศรษฐกิจ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องทุนเทา แต่มันเป็นปัญหาการไม่บังคับใช้กฎหมาย
นอกจากนี้ เรายังต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า เติบโตได้สอดคล้องกับโลกของอนาคต แต่ถ้าเศรษฐกิจของไทยยังเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 1-2 ก็จะช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และที่สำคัญ จะไม่สามารถแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนได้ และสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตแล้วมีความเสมอภาค มีความยั่งยืน และสอดคล้องกับโลกอนาคต
@ ดูเหมือนมีการรีแบรนด์พรรค ดึงคนรุ่นใหม่เข้ามา แล้วจากนี้ไปประชาชนจะได้เห็นปชป.เดินไปในทิศทางไหน
อย่าใช้คำว่ารีแบรนด์เลย เปลี่ยนแปลงก็คือเปลี่ยนแปลง ผมกลับมาครั้งนี้ ผมได้เชิญหลายคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาพูดคุยกัน ว่าเรามองปัญหาของประเทศอย่างไร แล้วเมื่อมองตรงกันทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือเรื่องสังคมแล้ว ต่อด้วยพรรคการเมืองจะต้องเป็นแบบไหน จึงจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในลักษณะนั้นได้ ซึ่งมีกรอบความคิดที่แตกต่างจากเดิม และที่สำคัญ ต้องอาศัยบุคลากรที่เป็นคนใหม่ๆเข้ามา เพื่อให้มุมมองสอดคล้องกับทิศทางความเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น
ตั้งแต่วันแรกที่มีการเลือกตั้งภายในพรรค ผมขอขอบคุณสมาชิกพรรคที่เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาในผู้บริหารชุดปัจจุบัน ผมอยู่ปชป.มาหลายสิบปี ไม่เคยเห็นการให้โอกาสคนที่เพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรค และเป็นคนที่มีอายุไม่มาก ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคกันจำนวนมากเท่านี้ จึงมีความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ไปแล้วระดับหนึ่ง รวมถึงตัวนโยบายที่เราจะนำเสนอ วิธีการที่จะสื่อสาร เราก็รู้ว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง

@ ปชป.จับมือกับทุกพรรคซีกรัฐบาลได้หรือไม่
เราต้องดูการเปลี่ยนแปลงในแต่ละพรรคว่าเป็นอย่างไร ธงของเราคือต้องการการเมืองที่สุจริต และต้องสามารถผลักดันความคิดหรือนโยบายของเราได้ จึงจะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้นการจับมือกับใครคงอยู่บนพื้นฐานของเงื่อนไขนี้ และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนสส. แต่ตั้งเป้าว่าต้องการทำให้เห็นว่าปชป.มีการเปลี่ยนแปลง แต่รักษาอุดมการณ์พื้นฐานที่ประกาศไว้เมื่อปี 2489 เพื่อให้พรรคเราเป็นทางเลือกและความหวังของสังคม เราอยากจะเสนอทางเลือก แต่เรารู้ว่าในระยะเวลาที่จำกัด การโน้มน้าวให้คนมาทางเลือกนี้อาจมีข้อจำกัด
เรื่องจำนวนสส. เรามั่นใจว่าระบบบัญชีรายชื่อนั้น ด้วยความเปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิด ด้วยแนวทางที่เรานำเสนอขณะนี้ อย่างน้อยที่สุดจะทำให้คะแนนเสียงของเราเพิ่มกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ส่วนสส.เขต คงต้องประเมินอีกครั้งว่ากระแสความเปลี่ยนแปลงในพรรค จะส่งผลแค่ไหนต่อการเลือกตั้งสส.เขต แต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน การกลับมาครั้งนี้มีเป้าหมายต้องการให้มีพรรคประชาธิปัตย์ที่รักษาอุดมการณ์เดิม แต่เป็นทางเลือกสำหรับอนาคต ซึ่งมันอาจไม่สามารถสะท้อนจากตัวเลขจำนวนสส. แต่เราจะพอรับรู้ได้ในช่วงการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้งว่าเราทำสิ่งนี้สำเร็จแล้วหรือยัง แม้ได้สส.น้อยก็มั่นใจว่าจะเป็นฐานสำหรับอนาคตที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นพรรคหลักของบ้านเมืองได้
@ ภาคใต้ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของปชป. ยังยืนยันอยู่หรือไม่ว่าปชป.จะสามารถรักษาฐานเสียงนี้ไว้ได้
ผมมั่นใจว่าจะฟื้นฟูคะแนนเสียงของพรรคในภาคใต้ ถ้าเกิดการฟื้นฟูพรรค คะแนนเสียงของเราในภาคใต้น่าจะเป็นคะแนนเสียงแรกๆ ที่กลับมาก่อน ส่วนมากหรือน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องค่อยๆ ประเมินกันไป

@ หลายพรรคการเมืองเปิด 3 รายชื่อผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปชป.จะเปิดตัว 3 คนด้วยหรือไม่ และมีใครบ้าง
ยังไม่เปิด เดิมทีปชป.จะเสนอ 1 ชื่อ คือหัวหน้าพรรค แต่จากประสบการณ์ของการเลือกตั้งสส. 2 ครั้งที่ผ่านมา บอกแล้วว่าการเสนอชื่อเดียวไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะพรรคจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดังนั้น จากการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในพรรค คิดว่าน่าจะส่ง 3 คน แต่เรื่องตัวบุคคล เราต้องรับฟังทุกฝ่าย ตอนนี้เราเร่งทำเรื่องของผู้สมัครสส.ระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อให้เรียบร้อยก่อน
@ อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังรักและเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์
วันนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทายมาก และถ้าเศรษฐกิจของประเทศยังเติบโตแบบที่เป็นอยู่ เราจะตกขบวน และจะแก้ไขปัญหาของประชาชนไม่ได้ เพราะสังคมเราเป็นสังคมที่มีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น มีความเหลื่อมล้ำ การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราทุกคนในการกำหนดทิศทางของประเทศไปสู่ความหวังและความก้าวหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากการเมืองที่มีความสุจริต มิฉะนั้นทุกอย่างก็จะสูญเสียไปกับความไม่ถูกต้อง จึงอยากเชิญชวนให้มาร่วมกันกับพวกเราที่ต้องการจะเห็นบ้านเมือง การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นบ้านเมืองที่สุจริต เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจที่ดีสำหรับทุกคน.



