ตามข้อมูลผู้เสียหายมีทั้งกลุ่มเพื่อนสนิท กลุ่มคนใกล้ชิด ยันกลุ่มผู้ปกครองในโรงเรียน “ลอตแรก”เข้าแจ้งความ 17 ราย ความเสียหาย 195 ล้านบาท
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ตั้งคำถามมุมมองกฎหมายน่าสนใจจากกรณีนี้กับ นายวีรศักดิ์ โชติวานิช ทนายความ และนักวิชาการทางกฎหมาย เปิดเผยว่า กรณีของนานา ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ก็คือประมวลกฎหมายอาญา “การฉ้อโกง” และ “ฉ้อโกงประชาชน” ซึ่งประมวลกฎหมาย“ฉ้อโกงธรรมดา” เป็นความผิดอัน“ยอมความได้” แต่หากเข้าข่ายความผิดฐาน“ฉ้อโกงประชาชน”จะ “ยอมความไม่ได้” อีกฉบับ คือ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว“ยอมความไม่ได้”
“การยอมความไม่ได้” หมายความว่า แม้ว่าผู้เสียหายจะตกลงที่จะ“ไม่เอาความ”กัน หรือ“ถอนคำร้องทุกข์”ก็“ไม่ตัดสิทธิ์”พนักงานสอบสวนที่จะดำเนินคดีต่อ พนักงานสอบสวนจะทำสำนวนแล้วเห็นว่ามีมูลควรจะต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ก็จะส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการเป็นผู้สั่งว่า ควรฟ้อง หรือไม่ควรฟ้อง

ทั้งนี้ กรณีที่ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาแล้วไม่คิดติดใจเอาความ พนักงานสอบสวนยังมีสิทธิ์ดำเนินคดีต่อ เพียงแต่ว่าการเยียวยาผู้เสียหายจะมีการบันทึกเอาไว้ในสำนวนการสอบสวนที่จะส่งให้พนักงานอัยการ ซึ่งฝ่ายผู้ต้องหาจะนำไปใช้ประโยชน์ ขอให้ศาลพิจารณา“ลงโทษสถานเบา”ได้
ถ้าการกระทำผิดที่เกิดขึ้นมี“ผู้เสียหายเพิ่ม” จะเป็นประเด็นที่ศาลจะพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณาเรื่องความเสียหายมากน้อยแค่ไหน เพราะตามพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ กำหนดจำนวนผู้เสียหายไว้ 10 คน ทั้งจำนวนผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหาย จึงมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีและการลงโทษจำเลยทั้งสิ้น
ส่วนข้อสงสัยว่าตัว นานา จะกลายเป็น“บุคคลล้มละลาย”ได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องกลับไปดู พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯที่ระบุถึงเจ้าหน้าที่สอบสวน เข้าข่ายลักษณะความเสียหายอยู่เกณฑ์ดำเนินคดีล้มละลายได้ ก็จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องล้มละลาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และเข้าสู่กระบวนการพิพาทษาให้กลายเป็นบุคคลล้มละลายต่อไป แล้วผู้เสียหายเองก็สามารถไปใช้สิทธิ์ฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483

“หากว่าเมื่อเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว อำนาจการจัดการทรัพย์สินจะอยู่ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บุคคลล้มละลายจะถูกจำกัดเข้าถึงทรัพย์ของตัวเองได้ ใครที่เป็นเจ้าหนี้ก็จะมายื่นขอรับการชำระนี้ได้ในเวลาที่กำหนด ของ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ถ้าเจ้าหนี้ไม่มาร้องขอในกำหนด ก็จะหมดสิทธิ์”
อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำผิดตามพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ จะเป็นหนึ่งในมูลฐานให้เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนประสานเรื่อง หรือทางผู้เสียหายไปแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)โดยตรงแล้ว ทางกฎหมายให้อำนาจพนักงาน ปปง. สามารถเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาได้ โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจศาล
“นี่เป็นช่องทางนึงที่จะได้ผลมากกว่าการฟ้องล้มละลายที่ใช้เวลามากกว่า ต้องสำนวนผ่านอัยการ การไต่สวน จนกว่าจะมีคำสั่งจากศาล”
กล่าวคือ อาศัยอำนาจพิเศษของเจ้าหน้าที่ ปปง. ทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวก่อน แล้วค่อยให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาล ผู้เสียหายก็สามารถยื่นประสงค์รับเงินเยียวยาค่าเสียหายไว้ได้ ทั้งก่อนการพิจารณาคดี ระหว่างการพิจารณาคดี แล้วเมื่อมีผลสรุป ทาง ปปง.จะประกาศให้ไปแสดงตัวรับเงินเยียวยาตามเวลากำหนด

ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่ได้ทำเรื่องขอเงินเยียวยากับทาง ปปง.ไว้ ควรจะติดตามประกาศอย่างใกล้ชิดเพราะหากพลาดช่วงกำหนดเวลาดำเนินการดังกล่าว และมาเรียกร้องเอาภายหลังเป็นเรื่องที่ยากมาก แทบจะไม่มีโอกาสได้เงินคืนเลย
กรณีบางกลุ่มใช้“การหย่า”เพราะมาจากเรื่องธุรกิจ จะมีผลอย่างไรต่อกฎหมาย นายนายวีรศักดิ์ มองประเทศไทยมีกฎหมายเรื่องจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เมื่อเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า“เป็นสินสมรส” ดังนั้น คู่สมรสทั้งสองฝ่ายจะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นเท่าเทียมกันคือ “คนละครึ่ง”
“ฉะนั้นเวลาไปเกิดภาระหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม เจ้าหนี้มีสิทธิ์ที่จะมายึดทรัพย์สินที่เป็นชื่อของคู่สมรสไปด้วยครึ่งหนึ่ง”
พร้อมอธิบายว่า โดยหลักกฎหมายเจ้าหนี้จะมีสิทธิ์ยึดของที่เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ได้เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าหนี้เองก็ไม่มีสิทธิ์มายึด แต่ถ้าเป็น“สินสมรส”ได้มาระหว่างสมรส ถือว่าตัวลูกหนี้และคู่สมรสมีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นคนละครึ่ง แม้ทรัพย์สินนั้นจะเป็นชื่อใครก็ตาม

ยกตัวอย่าง นายเอ แต่งงานจดทะเบียนกับ นางบี แล้วนายเอเป็นลูกหนี้ของนายซี นางบีเคยไปซื้อที่ดินไว้ 2 ไร่ ระหว่างที่สมรสกับนายเอ ที่ดินนั้นจึงเป็นชื่อของนางบี เมื่อนายซีเป็นเจ้าหนี้ของนายเอ ก็สามารถนำที่ดิน 2 ไร่นั้นไปขายและได้เงินมา 1ล้าน เจ้าหนี้อย่างนายซีสามารถยึดเงินไว้ได้ตามสิทธิ์ที่นายเอควรได้คือครึ่งหนึ่ง หรือ 5 แสนบาท มาชำระหนี้ ส่วนนางบี ก็จะได้เงินอีก 5 แสนบาทไป
ดังนั้น เมื่อมีการหย่ากันก่อนได้ทรัพย์สินใด ๆมา ก็จะไม่ถือว่าเป็นสินสมรส นี่คือช่องโหว่ทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ฎหมายไทยได้ปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยมากขึ้น เช่น กฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงต้องแสดง บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด และยังมีกฎหมายเกี่ยวกับคู่รักที่ยังอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยาแม้หย่าแล้ว
กฎหมายของ ป.ป.ช.จะดูที่พฤติการณ์และเส้นเงินเป็นหลัก ถ้าเจ้าหนี้สามารถพิสูจน์ได้ ว่ามีการหย่ากันหลอก ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วยังใช้ชีวิตด้วยกัน ทำธุรกิจด้วยกัน ก็อาจจะมีลักษณะทรัพย์สินเป็นกรรมสิทธิ์รวม
ส่วนใหญ่การหย่าทางธุรกิจจึงมักเป็นการเลี่ยงเรื่องสินสมรส แต่บางส่วนก็อาจหย่ากันจริง ๆ เพราะสาเหตุอื่น ๆ ดังนั้น ต้องมีการพิสูจน์ให้ชัดเจน และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายตามกฎหมาย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



