เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ แสดงความมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างอาชญากรรมฉ้อโกงและหลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชาอย่างสิ้นซาก โดยสั่งการให้เปิดใช้งานระบบตอบสนองที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในระดับรัฐบาล
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงเร่งนำตัวพลเมืองเกาหลี 64 คน ซึ่งถูกจับกุมและควบคุมตัวในระหว่างที่ทางการกัมพูชาเข้าปราบปรามแก๊งฉ้อโกง กลับประเทศโดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และเริ่มทำการสอบสวนกิจกรรมทางอาญาของผู้ต้องหาแต่ละคน และจากผลการสอบสวน เกาหลีใต้ใช้เรื่องนี้เป็นเบาะแสเพื่อเพิ่มความพยายามในการติดตามเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ ในโอกาสการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ผู้นำเกาหลีใต้จัดการประชุมเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา กับพล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ซึ่งผู้นำทั้งสองได้ตกลงที่จะจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกัน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมฉ้อโกงที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีในกัมพูชา และได้จัดตั้งกรอบความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของกัมพูชา

จากความริเริ่มดังกล่าว “คณะทำงานร่วมกัมพูชา–เกาหลีเพื่อชาวเกาหลี” หรือ “คณะทำงานเกาหลี” เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกาหลีใต้ติดตามองค์กรที่ก่ออาชญากรรมต่อพลเมืองเกาหลีอย่างไม่ลดละ โดยได้จับกุมสมาชิกแก๊งฉ้อโกง “no-show” จำนวน 17 คน รวมถึงนายหลี่ กวาง-โฮ ชาวจีน-เกาหลี ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญในการฆาตกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลี ซึ่งถูกหลอกลวงไปที่กัมพูชา
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้คว่ำบาตร 132 องค์กร และ 15 บุคคล ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว โดยบังคับใช้มาตรการ อายัดทรัพย์สิน การจำกัดธุรกรรมทางการเงินในประเทศ และการห้ามเข้าประเทศ รัฐบาลเกาหลีใต้เน้นย้ำว่า จะมีการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการต่อสู้กับอาชญากรรมฉ้อโกง

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังเป็นผู้นำในการตอบสนองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีความกังวลว่าการปราบปรามที่เข้มข้นขึ้นในกัมพูชาอาจก่อให้เกิด “ผลกระทบลูกโป่ง” ( balloon effect ) โดยผลักดันให้กลุ่มอาชญากรเคลื่อนย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เกาหลีใต้จึงร่วมมืออย่างแข็งขันกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในเวียดนาม ลาว เมียนมา ติมอร์-เลสเต ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอีกหลายประเทศ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายฉ้อโกง นอกจากนี้ รัฐบาลโซลยังดำเนินการเชิงรุกเพื่อพัฒนากลไกความร่วมมือพหุภาคีผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ ตำรวจเกาหลีใต้เป็นผู้นำในการรับรอง “ข้อมติร่วมว่าด้วยการรับมือกับแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ” ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ตำรวจสากล และเปิดตัว “กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ” ร่วมกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือตำรวจสากล และองค์กรตำรวจแห่งชาติในอาเซียน หรืออาเซียนาโพล ซึ่งมี 8 ประเทศที่เข้าร่วม รวมถึงไทย ฟิลิปปินส์ ลาว และสหรัฐ กลไกนี้มีเป้าหมายเพื่อ เสริมสร้างการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งฉ้อโกง เปิดใช้งานการสืบสวนร่วมกัน จัดตั้งระบบตอบสนองแบบเรียลไทม์ระหว่างประเทศ

มีรายงานว่า องค์กรฉ้อโกงบางแห่งที่รู้สึกถูกคุกคามจากการตอบสนองอย่างเต็มกำลัง และความมุ่งมั่นในระดับสูงของเกาหลีใต้ ถึงขั้นหยุดการจ้างงานชาวเกาหลีใต้ ข้อเท็จจริงคือ รายงานการหลอกลวงภายในเกาหลีใต้ลดลง จากประมาณ 43,000 คดี เมื่อเดือนก.ย. เหลือ 26,000 คดี ในเดือนต.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าปฏิบัติการฉ้อโกงที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้กำลังลดลง
คำกล่าวของประธานาธิบดีอีที่ว่า “เราต้องแสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่พุ่งเป้ามาที่ชาวเกาหลีจะต้องพบกับความพินาศ นี่คือช่วงเวลาที่จะต้องถอนรากถอนโคนองค์กรฉ้อโกงให้หมดสิ้น” ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่ชัดเจนในระดับรัฐบาลทั้งระบบ ทำให้ไม่น่าเป็นไปได้ ที่ขบวนการฉ้อโกงออนไลน์จะเพิกเฉยต่อคำเตือนของเกาหลีใต้อย่างง่ายดาย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยควรเตรียมพร้อมอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการโยกย้ายฐานของขบวนการฉ้อโกง ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดผลกระทบลูกโป่งด้วย.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : AFP



