ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐสมัยแรกในเวลานั้น ปฏิเสธการใช้คำว่า “shithole” ที่แปลตรงตามตัวอักษรว่า “รูขี้” เพื่ออธิบายถึงบางประเทศที่พลเมืองของพวกเขาอพยพมายังสหรัฐ
ทว่าในปัจจุบัน ทรัมป์ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่สอง กลับยอมรับคำนี้ รวมถึงผลักดันถ้อยคำรุนแรงที่แสดงถึงการต่อต้านผู้อพยพ และความเกลียดชังต่อชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น
ระหว่างการปราศรัยในรัฐเพนซิลเวเนีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งควรมุ่งเน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจ ทรัมป์กลับด่าทออย่างเปิดเผย และใช้คำพูดที่เคยจุดชนวนความโกรธเคืองในช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกอีกครั้ง
อนึ่ง ทรัมป์แสดงความไม่พอใจที่สหรัฐรับผู้อพยพจากประเทศที่เขาแสดงความเกลียดกลัวอย่างชัดเจน เช่น โซมาเลีย ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นประเทศที่เป็นหายนะ สกปรก โสมม น่ารังเกียจ และเต็มไปด้วยอาชญากรรม อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ยังเรียกผู้อพยพชาวโซมาเลียว่าเป็น “ขยะ”
“ความคิดเห็นเหล่านี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นถึงการเหยียดเชื้อชาติ และการต่อต้านผู้อพยพของทรัมป์” นายเอ็ด มาร์คีย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ ระบุบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์
แต่ในทางตรงกันข้าม นายแรนดี ไฟน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ พรรครีพับลิกัน จากรัฐฟลอริดา ออกมาปกป้องทรัมป์ โดยกล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า ไม่ใช่ทุกวัฒนธรรมจะเท่าเทียมกัน และไม่ใช่ทุกประเทศจะเท่าเทียมกัน พร้อมกับเสริมว่า ทรัมป์พูดในภาษาชาวอเมริกันเข้าใจ และเขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมา
ด้านายคาร์ล บอน เทมโป ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอัลบานี กล่าวว่า วาทกรรมต่อต้านผู้อพยพประเภทนี้ แพร่หลายในฝ่ายขวาจัดมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งความแตกต่างคือ ขณะนี้มันออกมาจากทำเนียบขาวโดยตรง และไม่มีกระบอกเสียงใดที่ใหญ่กว่านี้อีกแล้วในการเมืองของสหรัฐ
เมื่อทรัมป์กลับสู่อำนาจในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลของเขาก็เริ่มแคมเปญเนรเทศผู้อพยพที่โหดร้ายในวงกว้าง ตลอดจนระงับคำขอเข้าเมืองจากพลเมืองของ 19 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ซึ่งในขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้สั่งให้ทางการสหรัฐรับเกษตรกรผิวขาวชาวแอฟริกาใต้เข้าประเทศ โดยอ้างว่าพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหง
ขณะที่ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า สำหรับทรัมป์แล้ว มันไม่สำคัญว่าผู้อพยพจะปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นเจ้าของธุรกิจ อาศัยอยู่ในสหรัฐมานานหลายสิบปีหรือไม่ และพวกเขาติดอยู่ตรงกลางของการต่อสู้ระหว่างทรัมป์กับ “ศัตรูชั่วร้ายที่ถูกสร้างขึ้นมา”
ทั้งนี้ การที่ทำเนียบขาวระบุถึงผู้อพยพบางส่วนว่าเป็น “ฆาตกร ปรสิต และพวกเสพติดสิทธิพิเศษ” ดังที่นางคริสตี โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ กล่าวไว้เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นการกำหนดเป้าหมายอื่นนอกจากตัวเอง สำหรับความไม่พอใจทางเศรษฐกิจของชาวอเมริกัน ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพพุ่งสูง รวมถึงมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงในงาน และการสูญเสียสิทธิประโยชน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม บอน เทมโป ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการอพยพทวีความรุนแรงจนกลายเป็นปัญหา บางครั้งก็เป็นเพราะเศรษฐกิจ แต่มันก็เป็นเพราะคำถามพื้นฐานที่ใหญ่กว่า เกี่ยวกับความหมายของการเป็นชาวอเมริกัน.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



