ท่ามกลางกำแพงสูงชันและรั้วลวดหนามของโรงพยาบาลจิตเวชที่มีการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงในคาซัคสถาน เพื่อกักขังนักโทษอันตรายที่มีประวัติแหกคุก ความเงียบงันที่ดำเนินมานานกว่าสามทศวรรษได้ถูกทำลายลง เมื่อ นิโคไล จูมากาเลียฟ ฆาตกรกินคนระดับตำนาน เจ้าของฉายา “ไอ้เขี้ยวเหล็ก” ได้เอ่ยปากพูดอย่างมีสติสัมปชัญญะเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากแพทย์ยืนยันว่าอาการจิตเภทของเขาเริ่มคงที่จากการรักษาด้วยวิธีใหม่

ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1979 จูมากาเลียฟเริ่มต้นเส้นทางฆาตกรต่อเนื่องที่มุ่งเป้าไปที่เหยื่อซึ่งเป็นผู้หญิงและเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ ฉายา “ไอ้เขี้ยวเหล็ก” (Iron Fang) ของเขามาจากครอบฟันที่ทำด้วยโลหะสีเงินแวววาว จูมากาเลียฟ มักจะใช้รูปลักษณ์ที่ดูภูมิฐานในชุดเครื่องแบบพนักงานดับเพลิงบวกกับท่าทางที่สุภาพในการล่อลวงเหยื่อให้ตายใจ

จูมากาเลียฟในวัยหนุ่ม อาศัยหน้าตาและบุคลิกที่น่าเชื่อถือหลอกล่อเหยื่อให้ตายใจ

จูมากาเลียฟ ซึ่งยังคงเป็นพลเมืองของสหภาพโซเวียตในช่วงนั้น (ปัจจุบันเขาถือสัญชาติคาซัคสถาน) มักจะเลือกเหยื่อที่เดินอยู่ตามทางเปลี่ยวหรือริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะในเขตอัลมา-อาตา หรือเขตอัลมาตีในประเทศคาซัคสถานในปัจจุบัน 

เมื่อสบโอกาสเขาจะเข้าจู่โจมเหยื่อด้วยความรวดเร็วและใช้ความชำนาญจากการทำงานเป็นพนักงานดับเพลิงจัดการกับเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม หลังจากโดนจับกุม ทางการสามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อของเขาไม่ต่ำกว่า 10 ราย การออกล่าของเขาสร้างความสะพรึงกลัวแต่ประชาชนในยุคนั้นอย่างมาก

จูมากาเลียฟไม่ได้เป็นเพียงฆาตกร แต่เขายังกระทำต่อศพของเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมจนทำให้มีผู้เรียกเขาว่า “ฮันนิบาล เลคเตอร์ แห่งโซเวียต” โดยอ้างอิงถึงตัวละครดังที่มีพฤติกรรมกินเนื้อมนุษย์จากนวนิยายเรื่อง Hannibal และ The Silence of the Lambs

หลังจากสังหารเหยื่อ จูมากาเลียฟจะนำร่างของเหยื่อมาหั่นชิ้นส่วน แล่เนื้อและนำมาปรุงเป็นอาหารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการต้มตุ๋น ทอด หรือบางครั้งก็ทำเป็นไส้เกี๊ยวและเนื้อบดตามตำรับอาหารพื้นที่ยอดนิยม โดยเขาจะเก็บเนื้อเหล่านั้นไว้กินเป็นเดือนๆ

ฆาตกรโหดรายนี้ยังสารภาพว่า เคยนำเนื้อของมนุษย์ไปประกอบอาหารและเสิร์ฟให้เพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมบ้านรับประทาน โดยที่แขกเหล่านั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเคี้ยวอยู่นั้นคือเนื้อของมนุษย์ด้วยกัน

หลังจากโดนจับกุม ผลการสอบสวนระบุว่า จูมากาเลียฟมีความแค้นต่อเพศหญิงอย่างรุนแรง หลังจากที่รู้ตัวว่าเขาติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วงวัยหนุ่ม เขาจึงฝังใจว่าผู้หญิงคือต้นเหตุของความแปดเปื้อนและต้องชำระล้างพวกเธอด้วยความตาย

นอกจากนี้ เขายังมีความเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจาก “เจงกีส ข่าน” จักรพรรดิผู้เกรียงไกรแห่งมองโกล และเชื่อว่าการดื่มเลือดเหยื่อสดๆ จะช่วยให้เขามีพลังเหนือธรรมชาติ เขามันวางแผนฆาตกรรมในแต่ละครั้งให้ตรงกับวันสำคัญในความคิดและความรู้สึกของเขา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสังเวยเลือด

ชื่อของ จูมากาเลียฟ สร้างความหวาดผวาแก่สาธารณชนอีกครั้งในปีค.ศ. 1989 เมื่อเขาอาศัยจังหวะระหว่างย้ายสถานพยาบาลเพื่อหลบหนีออกไปได้สำเร็จทั้งที่โดนควบคุมตัวอยู่ 

จูมากาเลียฟมีความเกลียดชังเพศหญิงอย่างลึกล้ำ

ฆาตกรร้ายหายตัวไปนานถึง 18 เดือน ท่ามกลางการไล่ล่าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โซเวียต ชาวรัสเซียหรือโซเวียตในยุคนั้นต่างปิดบ้านเงียบด้วยความหวาดกลัวว่า “ไอ้เขี้ยวเหล็ก” จะมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้าน

จูมากาเลียฟโดนจับกุมได้อีกครั้งในปีค.ศ. 1991 ที่อุซเบกิสถาน ขณะที่เขากำลังขโมยแกะของชาวบ้าน ในตอนนั้นเขากล่าวกับตำรวจด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “จริงๆ ผมอยู่ในโรงพยาบาลทาชเคนท์ ผมยอมรับอดีตของผมได้ทั้งหมดแล้ว”

จูมากาเลียฟได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคจิตเภท พร้อมด้วยอาการเห็นภาพหลอน หลงผิดและมีพฤติกรรมแบบกามวิปริตที่มีรากเหง้ามาจากความเกลียดชังเพศหญิงอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญา เนื่องจากสภาวะจิตใจไม่ปกติขณะกระทำผิด และถูกส่งตัวไปกักกันในสถานพยาบาลแทน

ปัจจุบัน มีรายงานว่า จูมากาเลียฟในวัย 73 ปี เพิ่งกลับมามีสติสัมปชัญญะอย่างน่าประหลาดใจภายหลังการรับยารักษาแบบใหม่ แพทย์ชี้ว่าอาการของเขา “ทรงตัว” จนสามารถพูดคุยโต้ตอบได้เหมือนคนปกติและได้รับอนุญาตให้โทรศัพท์หาหลานสาวได้เดือนละ 2 ครั้ง

ที่มา : the-sun.com, en.wikipedia.org

เครดิตภาพ : YouTube / Twisted Minds