ปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปกลายเป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความผันผวน และเปราะบางในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังยกระดับจากสถานการณ์วิกฤตเข้าสู่ภาวะ “โลกเปลี่ยนผ่าน” (The Great Transition) เมื่อมนุษย์ต้องปรับตัวให้รับมือกับ ภัยธรรมชาติอันเกิดจากภูมิอากาศที่แปรปรวนสุดขั้ว
ในทางหนึ่ง แรงกดดันเหล่านี้ได้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้เกิด นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะที่แนวคิดเรื่องวิถีชีวิตกลับย้อนไปหา ความเรียบง่ายและอิงธรรมชาติมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยคาดว่า “เทรนด์” หรือกระแสหลักของโลกในปี 2569 คงหนีไม่พ้นหัวข้อดังต่อไปนี้…

ปัญญาประดิษฐ์ที่มีรูปร่างจับต้องได้
เทคโนโลยีปัญญาประดิษ์ฐ์หรือ “เอไอ” (AI) จะไม่ใช่เพียงรหัสดิจิทัลใน แอปพลิเคชันอีกต่อไป แต่จะถูกนำไปรวมเข้ากับฮาร์ดแวร์กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ (Physical AI) เพื่อให้ทำงานได้จริงในโลกกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ฉลาดขึ้น ไม่เพียงทำงานใช้แรงงานได้ดี แต่ยังทำงานที่ละเอียดอ่อนขึ้นได้
นอกจากนี้ยังมี Edge Intelligence หรือ Edge AI ซึ่งกระบวนการประมวลผลจะเกิดขึ้นที่ตัวอุปกรณ์โดยตรง เช่น รถยนต์ไร้คนขับหรือโดรน แทนการส่งผ่านระบบคลาวด์ (Cloud Server) ทำให้เอไอตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่งข้อมูลไปกลับจากระบบ

ความสำคัญของอธิปไตยทางข้อมูล
เนื่องจากแนวโน้มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เห็นได้ในหลายภูมิภาค ทำให้หลายประเทศรวมถึงองค์กรใหญ่ๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการ “ดึงข้อมูลกลับบ้าน” และแนวคิดของการสร้างระบบคลาวด์และระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปัญญาประดิษฐ์ภายในพรมแดนประเทศตัวเอง เพื่อเป็นหลักรับประกันว่าข้อมูลสำคัญของชาติหรือขององค์กรจะไม่โดนเจาะลึกได้โดยง่าย ไม่ต้องพึ่งพา รวมทั้งไม่ถูกปิดกั้นโดยอำนาจทางเทคโนโลยีจากต่างชาติ

ถอดปลั๊กจากโลกดิจิทัล กลับสู่โลกอนาล็อก
ขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีที่ทำแทนได้ทุกสิ่ง มนุษย์กลับโหยหาและอยากย้อนกลับไปสู่ชีวิตยุคก่อน เพราะความเหนื่อยล้า ทางดิจิทัล (Digital Fatigue) จากการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ตลอดเวลา กระแสการจำกัดพื้นที่เทคโนโลยีในชีวิตเริ่มได้รับความนิยม เช่น ลดหรือล็อคเวลาการแจ้งเตือนจากโลกออนไลน์ กำหนดการใช้เวลาหน้าจอให้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็หันไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงมากขึ้น ทำให้กิจกรรมที่ไม่ต้อง อาศัยการอยู่หน้าจอได้รับความนิยมสูงขึ้น เช่น การท่องเที่ยว กิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้กระทั่งการสื่อสารแนวย้อนยุคอย่างการเขียนจดหมายและส่งโปสการ์ด

แนวคิดการใฝ่หาเป้าหมายระยะสั้นและความสุขเล็กๆ
ความผันผวนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของชีวิตทำให้มุมมองของคนเริ่มเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่จะให้ความสนใจต่อการบรรลุเป้าหมายระยะยาว (เช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ สร้างครอบครัว) น้อยลง แต่หันมาให้ความสำคัญ ต่อเป้าหมายระยะสั้นมากขึ้น เช่น เก็บเงินเที่ยวช่วงลาพักร้อน และการให้รางวัลตัวเองในชีวิตประจำวัน เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่จับต้องได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ร้านโปรด หรือซื้อของที่ให้ความสุขทางใจ
ขณะเดียวกัน สินค้าที่ให้ความรู้สึกของตัวตนที่แท้จริง (Authentic) ให้ความเป็นมนุษย์สูง (มีความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ) มีลักษณะของการผลิต ด้วยเอไอน้อย (มีความสมบูรณ์แบบแบบสังเคราะห์) เช่น งานแฮนด์เมดต่างๆ จะได้รับความนิยม อีกทั้งการสร้างแบรนด์จากตัวตนของตัวเอง (Personal Branding) จะยิ่งมีความสำคัญและกลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มคุณค่าให้สินค้าได้ดีที่สุด.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
ทีมข่าวต่างประเทศ



